ภาครัฐฯ และ ภาคอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในประเทศต่างๆของโลก เขาช่วยเหลือคนทำงานกันอย่างไร? ในภาวะวิกฤติ โควิด-19

ขณะที่บรรดาบริษัทต่างๆในฮอลลีวู้ด อย่าง ดิสนีย์ เริ่มให้พนักงานพักงาน พร้อมลดเงินเดือน, ลูกจ้างในสตูดิโอต่างๆ ประเทศอย่าง เยอรมันนี, อิตาลี และ อังกฤษ หรือ แม้แต่ ในประเทศจีน ก็เริ่มถูกลอยแพโดยภาครัฐ และ ผู้ว่าจ้าง : ในภาวะยากลำบาก คนทำงานจะจดจำ ว่าใครยืนอยู่ข้างคนทำงาน และ ใครกันที่ทิ้งพวกเขา”

วิกฤติไวรัสโคโรน่า สร้างความเสียหายมหาศาลให้แก่ตลาดงานในสหรัฐอเมริกา – แรงงานอเมริกันกว่า 10 ล้านคน ลงทะเบียนผู้ว่างงานขอความช่วยเหลือจากรัฐฯ ในช่วง 2 สัปดาห์นี้ (หมดเขต 28 มีนาคม ) – บริษัทยักษ์ใหญ่แห่งวงการบันเทิงสหรัฐฯ เช่น ดิสนีย์ เริ่มลดการทำงานของ “พนักงานที่ไม่จำเป็น” และ ขอให้ผู้บริหาร ทำการลดเงินเดือนตัวเอง แต่ในต่างประเทศอื่นๆ โดยมากยังถูกสั่งให้ชะลอการทำงานกันไปก่อน และมีการออกประกาศอย่างเข้มงวด ให้ต้องหยุดทำงาน

ประเทศเยอรมัน บริษัทโปรดักชั่น ต่างๆถูกสั่งให้หยุดการทำงาน ตามนโยบายของรัฐ แต่ภาครัฐมีการจ่ายเงิน 60-67 เปอร์เช็นต์ เพื่อช่วยเหลือนายจ้าง โดยนายจ้างออกเองในส่วนที่เหลือ เพื่อที่จะสามารถจ่ายค่าจ้างแก่พนักงานตัวเล็กๆได้ และภาครัฐยังช่วยดูแลในส่วนของเงินประกันสังคม และประกันสุขภาพ

นอกจากนี้ สมาคมโปรดิ๊วเซอร์ และ ยูเนี่ยนคนทำงานของเยอรมัน ยังมีการทำข้อตกลงร่วมกัน จัดสรรให้มีการขยายเวลาการจ้างงานให้คนทำงานอิสระที่เป็นลูกจ้างชั่วคราวด้วย

โดยผู้บริหารบริษัทโปรดักชั่นยักษ์ใหญ่ในเยอรมันกล่าวว่า “จู่ๆเราจะไล่คนออกง่ายๆไม่ได้ ในภาวะยากลำบาก คนทำงานจะจดจำ ว่าใครยืนอยู่ข้างคนทำงาน และ ใครกันที่ทิ้งพวกเขา”

ขณะเดียวกันทางฝั่งอังกฤษ ยังไม่มีการออกมาแถลงนโยบายชัดเจนเรื่องเงินช่วยเหลือ หรือ เงินชดเชยคนทำงานอิสระ เพียงแต่ยืนยันว่า กำลังโฟกัสกับการปรับตัวเพื่อสร้างงานในแบบสร้างสรรค์ ที่สามารถจะทำให้เกิดการจ้างงานกันได้ในช่วงนี้

อิตาลี ซึ่งดูเหมือนจะเป็นประเทศที่ได้รับความเสียหายจากวิกฤติโควิด-19 มากที่สุด ก็เป็นประเทศแรกๆ ที่คนทำงานออกมร่วมกันแบนบริษัทเอกชนที่ทำการเลิกจ้างและไล่คนออกในช่วงนี้ โดยรัฐบาลอิตาลีประกาศชะลอการทำงานไปก่อน 60 วัน โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคมเป็นต้นไป

ข้ามฝั่งมหาสมุทร แอตแลนติกไปที่ประเทศแคนาดา ซึ่งได้รับผลกระทบจากการถูกเลื่อนถ่ายทำออกไปของบรรดาโปรดักชั่นต่างๆอยู่ไม่น้อย ทางรัฐบาลแคนาดาก็มีนโยบายจ่ายเงิน 75% ของค่าจ้างเพื่อช่วยเหลือลูกจ้างให้ยังคงมีอาชีพอยู่ โดยภาคอุตสาหกรรมฯ ของแคนาดาเชื่อว่า หากช่วยกันพยุงตัวให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤติออกไปได้ พวกเขามั่นใจว่า รายได้จากการเป็นแหล่งผลิตภาพยนตร์ชั้นนำของโลก จะช่วยผลิตเม็ดเงินตอบแทนคืนกลับให้แก่ภาครัฐฯ เมื่ออุตสาหกรรมกลับมาสู่ภาวะปกติ ได้ไม่น้อยเช่นกัน


ในส่วนของประเทศจีน ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการประกาศใช้นโยบายปิดประเทศแบบเข้มข้นของภาครัฐ มามากกว่า 10 สัปดาห์แล้ว หลายๆ บริษัท และ สมาคมฯต่างๆในอุตสหกรรมภาพยนตร์ ก็เริ่มมีการออกมาร่วมมือกัน ระดมทุน เพื่ออุ้มโรงภาพยนตร์ และคนทำงาน ให้อยู่ในอาชีพไ้ด้ต่อไป โดยล่าสุด จีนได้กลับมาเปิดให้มีการถ่ายทำภาพยนตร์กันภายในประเทศได้ โดยเน้นการถ่ายทำกันใน “เมืองทำหนัง” ซึ่งมีลักษณะเป็นพื้นที่ปิด ที่ในนั้นมีระบบร้านอาหาร และ สาธารณูปโภคแบบเบ็ดเสร็จ สามารถควบคุมสุขอนามัยของทีมงานได้ โดยอนุญาตเฉพาะผู้ถือพาสปอร์ทจีนเข้าร่วมงานเท่านั้น

โดยทุกๆที่ที่กล่าวมา ล้วนมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ การช่วยให้ทุกๆคนยังคงมีรายได้ในอาชีพ เท่าที่พอจะเป็นไปได้ ในช่วงภาวะวิกฤติ นาย Mark Bishop ซีอีโอร่วมฯ ผู้บริหาร บริษัท Marblemedia ซึ่งเป็นบริษัทในประเทศแคนาดา ให้สัมภาษณ์กับ Hollywood Reporter ว่าแทนที่จะไล่คนออก หรือ ลดจำนวนคนทำงานลง พวกเขาต่างพยายามช่วยกันหาวิธีลดค่าใช้จ่าย โดยไม่ต้องไล่คนออก และยังเริ่มมีการร่วมหารือกันแล้ว ว่าจะรับมือกับเรื่องนี้ เพื่อช่วยคนทำงานในระยะยาวกันอย่างไรดี

และนี่อาจเป็นโอกาส ในการร่วมกันเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ เพื่อแสดงตัวตนของคนทำงานรับจ้างอิสระในอุตสาหกรรมนี้ต่อภาครัฐ พร้อมผลักดันการขอเข้าระบบฯ และขอรับสวัสดิการทางสังคมในลำดับต่อไป

สำหรับประเทศไทยของเรา ทางกรุงเทพมหานครฯ และหน่วยงานทางภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ และ สมาคมผู้กำกับฯแห่งประเทศไทย หลังจากเหตุการกระแพร่ระบาดใหญ่ที่สนามมวยลุมพินีฯ ได้มีการออกมาขอความร่วมมือให้งดกิจกรรมการออกกองถ่าย รวมถึง สั่งงดการดำเนินการถ่ายทำภาพยนตร์ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครฯ โดยคนทำงานในกลุ่มการถ่ายทำฯ ก็ต่างให้ความร่วมมือหยุดการทำงาน และเริ่มการอยู่บ้านเพื่อหยุดเชื้อกัน นับเป็นกลุ่มแรกๆ (ประกาศขอความร่วมมืออย่างเป็นทางการวันที่ 18 มีนาคม 2563)

ทั้งนี้ ทางสมาคมวิชาชีพภาพยนตร์และดิจิตัลมิเดีย ได้เริ่มเคลื่อนไหว จัดโครงการกล่องยังชีพรวมน้ำใจให้แก่คนทำงานในสาขาอาชีพที่กำลังขาดรายได้ โดยเป็นการระดมทุนบริจาคกันเองในกลุ่มคนทำงาน และ เจ้าของบริษัทต่างๆ เท่าที่พอจะทำได้ โดยผู้เดือดร้อนที่สามารถลงทะเบียนแจ้งความจำนงขอรับได้

นอกจากนี้ บริษัทโปรดักชั่นส์เฮ้าส์บางแห่ง เช่น บริษัท ณคิด จำกัด ซึ่งเป็นทั้งโปรดักชั่นถ่ายทำภาพยนตร์ และ โฆษณา ก็ออกนโยบายจ่ายเช็คค่าแรงงวดล่าสุดให้คนทำงานทันทีหลังมีประกาศสั่งงดการออกกอง (ซึ่งปกติจะเป็นระบบดีล 1-2 เดือน) ในขณะที่ ทาง บริษัท นาดาว บางกอก จำกัด ก็มีการจ่ายเช็คค่าแรงงวดแรกให้คนทำงานก่อน สำหรับโปรเจ็คซีรี่ย์ที่กำลังอยู่ในระหว่างการเตรียมงานถ่ายทำ แต่กลับถูกให้ชะลอการถ่ายทำออกไป

อ้างอิงจากข้อมูลของกองกิจการภาพยนตร์ (Thailand FIlm Office) เผยข้อมูลว่า ธุรกิจการให้บริการงานด้านการถ่ายทำภาพยนตร์ งานกองถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศที่เข้ามาถ่ายทำในไทย เคยมีการสร้างรายได้สะพัดเข้าประเทศ มูลค่าถึง 4,863,742,527 บาท ในปี 2019 และคาดว่าคนทำงานจะได้รับผลกระทบอย่างมากในปี 2020 แต่ก็ยังไม่มีการประกาศนโยบายหรือ มาตรการใดๆอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อนำออกมาช่วยเหลือแรงงานในประเทศกลุ่มอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานรับจ้างอิสระเหล่านี้ นอกจากความช่วยเหลือจากโครงการ “เราไม่ทิ้งกัน” ซึ่งยังไม่สามารถเยียวยาได้อย่างทั่วถึง

แหล่งข้อมูล :

บทความจาก Hollywood Reporter : https://www.hollywoodreporter.com/news/how-global-film-industry-is-working-mitigate-mass-layoffs-1288388?fbclid=IwAR1SoTFkrklAXbZfv3rlaTBtQhTGOacHMtH4sA-leBLUV4Wy5ztPOOYumV8

เว็บไซต์กองกิจการภาพยนตร์ : http://www.thailandfilmoffice.org/main.php?filename=index

facebook page ของสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์แห่งประเทศไทย : https://www.facebook.com/thaifilmdirectorpage/

6 Replies to “ภาครัฐฯ และ ภาคอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในประเทศต่างๆของโลก เขาช่วยเหลือคนทำงานกันอย่างไร? ในภาวะวิกฤติ โควิด-19”

  1. คนเบื้องหลังอีกมากมายที่เดือดร้อน และรอการช่วยเหลืออยู่ สิ่งดีๆ เหล่านี้ ก็มีค่ามากแล้วคะ กับการทึ่จะให้เค๊านั่งรอความช่วยเหลือจากรัฐบาล

  2. กองถ่ายคือบ้าน บ้านคือกองถ่าย ดูแลสุขภาพแล้วกลับมาถ่ายหนังกันครับ สู้ๆช่วยเหลือกันครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *