บทสัมภาษณ์คุณชิดชนก ปลดริปู : Production Manager (ผู้จัดการกองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ ในไทย)

บทความคัดลอกมาจากหนังสือ Starpics ฉบับที่ 878 มิถุนายน 60

หัวข้อเรื่อง : Wonder Women Behind The Scene

เรื่อง บุษบา เตชะศรีสุธี/ ภาพ ธนพล อินทรกำแหง

พี่แป๋ม ชิดชนก ปลดริปู – Production Manager (ผู้จัดการกองถ่าย)

พี่เข้ามาในวงการนี้ได้ยังไงคะ?


พี่ทำมาตั้งแต่ยุค ’90 แต่ก่อนจะมีคนอยู่กลุ่มหนึ่งสักไม่เกินร้อยคนที่ทำงานกับกองถ่ายต่างประเทศแบบนี้ ซึ่งมันแยกกันชัดเจนเพราะเริ่มต้นด้วยการต้องพูดภาษาอังกฤษ คนอะไรก็ตามไม่ต้องรู้เรื่องฟิล์ม เอาภาษาอังกฤษก่อน แล้วเขาก็ขนมาหมดเลยทุกแผนก จากอังกฤษมั่ง ฮอลลีวูดมั่ง แล้วก็หาล่าม ทุกคนเริ่มจากเป็นล่ามกับเป็นคนขับรถ จนทุกวันนี้เป็นหัวหน้าแผนกต่างๆ เริ่มจากล่ามล้วนๆ เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่พูดภาษาอังกฤษได้มันก็คือมีโอกาส และก็ต้องมีคนที่รู้จักโทรถามกัน ไม่มีประกาศหนังสือพิมพ์


อย่างพี่เนี่ยแต่ก่อนขายก๋วยเตี๋ยว วันนึงมีเพื่อนโทรมาบอกว่า มีเพื่อนของเพื่อนของเพื่อน เขาตามหาคนไปทำงานห้องบัญชี เราก็แบบห้องบัญชีอะไรไม่รู้เรื่อง คิดเป็นแต่ก๋วยเตี๋ยวชามละสี่สิบบาท ก็ไปคุยกับเขา ตอนนั้นหนังเรื่อง The Beach มา สตูดิโอคือทเวนตี้ เซนจูรี่ ฟ็อกส์ เขามี บ. Santa International เป็นโลคอลเซอร์วิสอยู่แล้ว วันนึง ฟ็อกส์บอกว่าอยากหาคนทำห้องบัญชี หาจากไหนก็ได้ เพื่อนพี่ได้รับการทาบทามแล้วไม่ไปทำ เลยลองถามพี่ดู เออก็ดีเหมือนกัน อยากไปภูเก็ต ก็เลยไป จากนั้นมาก็ไม่ได้กลับไปขายก๋วยเตี๋ยวอีกเลย (หัวเราะ)


ฝ่ายบัญชีที่ว่าก็เป็นพนักงานแปลบิลเลย คือบัญชีรายจ่ายทั้งหลายแหล่ มันมีใบปะหน้าเป็นภาษาอังกฤษ แต่ไส้ในเป็นภาษาไทยหมดเลย แล้วคนคุมงบของฟ็อกซ์เขาอ่านไม่ได้ พี่ก็แปลไปเรื่อยๆ พอแปลหมด แล้วก็เริ่มเขียนเช็ค มีกฎว่าอะไรที่จ่ายเกินห้าพันบาทจ่ายเช็คเท่านั้นไม่จ่ายเงินสด พอเช็คก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง ก็หักภาษี ณ ที่จ่าย ค่าเช่าค่าอะไรซึ่งไม่เคยหักกันมาก่อน จริงๆ มันมีหนังใหญ่มาก่อนหน้านั้นแล้วแหละ Air America, Killing Field มา 10-20 ปีก่อน The Beach แล้ว แต่ไม่เคยมีการหักภาษีอะไรเลย ปีนั้นเป็นปีแรกที่มีสรรพากรเดินเข้ามาบอกทาง บ. Santa International ว่าเราต้องเริ่มหักภาษี ณ ที่จ่าย
ถามว่ามันดียังไง บัญชีคือจุดจบของทุกๆ เอกสาร เอกสารใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นในกองถ่ายมันเข้ามาที่ห้องบัญชีหมด เพราะทุกอย่างคือการใช้สตางค์ ไม่ว่าจะซื้อบุหรี่ยาสีฟันให้ผู้กำกับ จะไปจ่ายทหาร ตำรวจมันก็กลับมานี่หมด เพราะฉะนั้นเราจะเห็นเส้นทางของการทำงาน แผนกสตันท์ พอกระโดดหน้าผาครั้งหนึ่งก็ได้เงินเพิ่มอีก แผนกมารีนเอาไว้ทำอะไร มันดูความปลอดภัยในเรือ ไม่ใช่แค่จ้างมานั่งเฝ้าเรือให้ไปมา แผนกเสื้อผ้า ทำไมซื้อยาชนิดหนึ่งเยอะจังเลย อ๋อมันเป็นส่วนผสมของการทำให้เสื้อผ้าเก่า คือถ้าไม่อยู่ห้องบัญชีรับรองไม่เห็น ถ้าพี่เริ่มจากการเป็นผู้จัดการกองถ่ายใดๆ ก็จะโดนวิ่งซื้อของอยู่อย่างนั้นโดยไม่รู้เรื่อง แต่บัญชีเห็นทุกอย่าง อ๋อมันเปลืองเพราะอย่างนี้นี่เอง เราเลยไม่แปลกใจว่าทำไมทำหนังเรื่องหนึ่งมันถึงห้าร้อยล้าน ยังไม่รวมค่าตัวผู้กำกับ ค่านักแสดง ค่าดาราที่มาจากเมืองนอก เราเห็นแต่ค่าตัวคนไทยซึ่งแค่นี้ก็เยอะแยะแล้ว ก็เลย อ้อ หนังนี้มันลงทุนเนอะ ช่วยไปดูเขาหน่อยเหอะ (หัวเราะ)


ความจริงหน้าที่โปรดักชั่นมันก็ไม่มีอะไรหรอก อยากได้นี่ โอเคเดี๋ยวจัดให้ แต่จัดยังไงขึ้นอยู่กับความยากง่าย เหมือนกับสร้างบริษัททุกหนึ่งเดือน เขาจ้างเรา วางวงเงินไว้เท่านี้ อยากได้ผลลัพธ์แบบนี้ ให้เกิดภายในหนึ่งเดือนเดี๋ยวชั้นจะมาถ่าย จากนั้นก็หาคนให้เหมาะสมกับงาน หาคนให้เหมาะสมกับเงิน แล้วก็จะเป็นเรื่องข้าวของอุปกรณ์ ทุกอย่างในกอง บางอย่างต้องไปหาจากประเทศเพื่อนบ้าน เราก็มีทีม เขาเรียกแผนกโปรดักชั่น โปรดักชั่น แมเนเจอร์ ดูแลโปรดักชั่นเป็นหลัก โปรดักชั่นนี่มันเป็น Core เหมือนกองอำนวยการ จากนั้นก็เป็นกองกล้อง กองฉาก กองเอฟเฟกต์ เราก็ต้องอำนวยการให้เกิด เพราะเงินมันออกไปจากเราเนี่ยแหละ

ประสบการณ์เป็นผู้จัดการกองถ่ายหนังต่างประเทศ


เวลาเราทำงานเมืองไทย ฝรั่งเป็นแขกของเรา พอเราออกไปทำงานรอบประเทศ ฝรั่งก็ยังเป็นแขกของเราเหมือนเดิม เราไปเซาท์อีสเอเชียเราก็ยังเป็นเจ้าบ้านอยู่ดี เขาจ้างเราไปเพราะเขาไม่มีคนจัดการในประเทศนั้นๆ แต่ตอนนี้ฝรั่งไม่อยากมาเมืองไทยแล้ว เขาอยากไปเวียดนาม อยากไปเขมร อยากไปพม่า อยากไปอะไรต่อมิอะไรรอบๆ เพราะโลเคชั่นเมืองไทยมันขายไม่ได้แล้ว มันช้ำ ในขณะที่ไปเวียดนาม โอ้ สามร้อยหกสิบองศา มันเฟรชมากแบบที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เราเนี่ยได้อานิสงส์สี่สิบปีตั้งแต่สมัย Killing Field เป็นต้นมา คืออานิสงส์สี่สิบปีของเราหมดแล้ว เราฝึกคน สร้างอุปกรณ์ ความเข้าใจในการทำงาน เพราะหนังยุคนั้นมันเกี่ยวกับยุคสงครามเวียดนาม A Bright Shining Lie, Good morning, Vietnam, Killing Field, Air America หรืออะไรต่างๆ หมดแล้ว เพราะประเทศเหล่านั้นเขาเปิดให้ไปถ่ายแล้ว เราเป็นเขมรหรือเป็นเวียดนามมาโดยตลอด ตอนนี้หนังใหญ่ที่เป็นแบบฮอลลีวู้ดจริงๆ เขาไปเวียดนามแล้ว พอ Kong: Skull Island ไปเปิดปุ๊ป ตอนนี้เวียดนามมีหนังฝรั่งเศส หนังเยอรมัน หนังยุโรปไปแล้ว เพราะเขาเริ่มรู้แล้วว่าไปได้ รัฐบาลเวียดนามก็เริ่มเรียนรู้ว่ามีเงินเข้าประเทศ ภาษีศุลกากรที่เคยเป็นกำแพงทำให้คนไม่ค่อยเข้าไปที่เวียดนามก็เริ่มทลายลง


เราก็ไปหากินเมืองนอก (หัวเราะ)​ เอาแรงงานไปขาย ขายสกิล ไม่มีสคริปต์ซุปเปอร์ไวเซอร์ในเวียดนาม เกาหลีก็ไม่มีนะคะ ยิ่งพวกช่างภาพนี่ยิ่งขายดีเลย เราส่งแรงงานออกอย่างนี้มานานแล้วในประเทศเพื่อนบ้าน บางทีไปไกลถึงตะวันออกกลางในประเทศที่มันไม่สามารถจ้าง ยังไงเราก็ถูกกว่า อย่างหนังเรื่อง Kong ก็มีโอกาสเพราะเขาขาดคนเนี่ยแหละ พอดีพี่นิโคลัส เจ้าของอินโดไชน่าเป็นนักบุกเบิกหางานแถวละตินอเมริกัน แต่มีความผูกพันกับเซาท์อีสเอเชียมาก ก็พยายามหางานจนมาเวียดนาม พอขาย Kong ผ่านปุ๊ป แล้วใครจะไปรันงานที่นั่น (หัวเราะ) เป็นเพื่อนกันก็ลองไปดู​ มีคนไทยไปสามคนถ้วน มีพี่แป๋ม มีชมพู่ (โปรดักชั่น โคออดิเนเตอร์) ไปกันสองคนก่อนแล้วก็ค่อยๆ เริ่มไปสร้างทีม เริ่มประกาศรับสมัครคนมาสัมภาษณ์ คนเขามีศักยภาพดีกว่าเราอย่างนึง คือพูดภาษาอังกฤษได้ดีกว่า เพราะว่าเขาเป็นประเทศอาณานิคมมาก่อน เขาถูกสอนและเห็นความจำเป็นในการพูดสองภาษาเพื่อที่จะได้โอกาส ตอนนี้คนที่พี่หาไว้ใน Kong ประมาณ 70-80 คนเขาก็เริ่มตื่นเต้นเพราะเริ่มมีหนังเข้าไป เขามีเครดิตเคยทำ Kong ถึงจะทำเป็นล่าม แต่ว่าในที่สุดก็จะพัฒนาไปเอง

สังเกตว่าทีมโปรดักชั่นของที่นี่ก็มีผู้หญิงเยอะนะ


ทีมพี่เขาเรียกอินโดชะนี (หัวเราะ) จริงๆ งานพวกนี้ผู้หญิงมันทำได้ดีไง งานจัดการ งานการเงิน งานดูแลเอาใจใส่ ประสานงาน เหมือนนี่เป็นหลังบ้านที่คอยซับพอร์ต วันนี้ต้องถ่ายให้เสร็จ ก็ต้องมีคนคอยส่งข้าวส่งน้ำให้ ในขณะที่ผู้กำกับก็ทำงานของตัวเองไป ผู้กำกับพูดมาคำเดียว ฝ่ายโปรดักชั่นแมเนเจอร์นี่ต้องคิดเลยนะ กี่บาท (หัวเราะ) จะทำยังไง มันเลยแยกออกเป็นสองส่วนไง ครีเอทีฟคุณก็ครีเอทีฟไป เดี๋ยวเราทำให้ Make it Happen มีผู้ชายเป็นโปรดักชั่น แมเนเจอร์ ที่เก่งเหมือนกัน แต่สังเกตได้ว่าโปรดักชั่นโคออดิเนเตอร์จะเป็นผู้หญิงเกือบ 90% เพราะมันต้องประสาน เอาน้ำเย็นเข้าลูบ ต้องคุยกับคนเยอะๆ ต้องใช้สองเสียงในการรับโทรศัพท์ หรืออย่างโลเคชั่น แมเนเจอร์ ก็เป็นผู้ชายเยอะเหมือนกัน แต่มักจะจ้างโลเคชั่นโคออดิเนเตอร์ที่เป็นผู้หญิงอยู่ดี เพราะว่าในกองถ่ายมันต้องมีงานออแกไนซ์ซึ่งผู้ชายไม่ค่อยคล่อง แผนกอาร์ตทั้งแผนกมีผู้หญิงหนึ่งคนถ้วน ถ้าขาดอีนี่ทั้งแผนกล้มตาย คือข้าวไม่มีกิน กินเองไม่ได้ ต้องมีคนสั่ง หน้าที่นี้ราคาห้าพันบาทต่อวัน ไม่รู้ว่าจะจ้างทำไม ไปสร้างฉากก็ไม่ได้ ไปตอกตะปูก็ไม่ได้ ไปซื้อของก็ไม่ได้ แต่ต้องมี เอาไว้จัดระเบียบ เราถูกจ้างมาก็เพราะทุกคนก็มีหน้าที่ที่แตกต่างกัน


ยกตัวอย่างผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ทำงานโฟกัส พูลเลอร์ เฟิร์สเอซี ปรับโฟกัส ส่วนมากเราทำงานกับเฟิร์สเอซีที่เป็นผู้ชายมาโดยตลอด ถามอะไรไปมันจะตอบไลน์ ถามอีเมล์ตอบไลน์ หรือถามไลน์โทรศัพท์ตอบ มึงช่วยตอบเป็นหลักฐานให้ส่งต่อง่ายๆ มาหน่อยได้มั้ย เขียนภาษาไทยก็ได้ แต่ถ้าเป็นโฟกัสพูลเลอร์ผู้หญิง ถามอะไรไปจะมีภาพอ้างอิงมาให้ด้วย ตอบอีเมล์เป็นเรื่องเป็นราว ศักยภาพเท่ากันแต่ความละเอียดต่างกัน ทำให้งานเรามันสะดวกขึ้น สคริปต์ซุปเปอร์ไวเซอร์ผู้ชายก็มี แต่เขานิยมผู้หญิง


อีกอย่างนึงที่ผู้หญิงอยู่ในวงการนี้ได้มากกว่า เพราะวางแผนทางการเงิน การแมเนจชีวิตดีกว่าผู้ชาย ไม่งั้นก็ไปทำอย่างอื่นหมดแล้ว ผู้ชายบางคนนอกจากมีเมียแล้วยังมีกิ๊กอีก บางคนทำงานหนังหกเดือน ต้องเอาพ่อแม่มาไถ่ตัวกลับบ้าน เพราะว่าเป็นหนี้เล่นพนันหมด พี่เคยเรียกตำรวจมาจับคนรถตัวเอง คือเปิดโรงแรมให้อยู่ เล่นกันทั้งฟลอร์ บอกไม่เชื่อก็เรียกตำรวจมาจับ หมดเรื่อง เพราะเรารู้อยู่แล้วว่ามันจ่ายค่าปรับ ถ้าติดคุกจะไม่เรียกมาจับ เพราะเดี๋ยวพรุ่งนี้ไม่มีคนทำงาน (หัวเราะ)

ขอขอบคุณ บริษัท Indochina Productions เอื้อเฟื้อสถานที่ในการสัมภาษณ์และถ่ายภาพ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *