คุยกับ ART DIRECTOR ฝั่งไทย ของหนัง EXTRACTION : พี่ เล็ก ไชยยันต์ ชุณห์สุทธิวัฒน์ – Chaiyan CHUNSUTTIWAT

บทสัมภาษณ์ พี่เล็ก พี่ เล็ก ไชยยันต์ ชุณห์สุทธิวัฒน์ (Chaiyan CHUNSUTTIWAT)

Thai Art Director : Extraction (2020)

-ตำแหน่งของพี่เล็กในกองถ่ายภาพยนตร์ เรียกว่าอะไรคะ? มีขอบข่ายความรับผิดชอบอะไรบ้าง?

จริงๆ แล้วพี่ทำงานอยู่แค่สองตำแหน่งเท่านั้นในการทำหนัง ก็คือ Art Director และต่อมาก็เติบโตขึ้น เป็นตำแหน่ง Production Designer ซึ่งก็คือหัวหน้าแผนกศิลป์นั่นเอง ซึ่งในหนังเรื่อง Extraction นี้พี่ได้รับมอบหมายให้ทำตำแหน่ง Art Director

ตำแหน่งดีไซน์เนอร์คือคนที่ออกแบบลุค, โทนของหนังเพื่อให้มันสัมพันธ์ สอดคล้อง กลมกลืนกันตามเรื่องราว ตามบทประพันธ์ และถ้าจะมีการอ้างอิงสถานที่ใดๆ ขึ้นมาในเรื่องราวนั้นๆ ก็ออกแบบให้หนังกลมกลืน สมจริงตามสถานที่อ้างอิง และสัมพันธ์สอดคล้องกับการแสดง

แผนกศิลป์เนี่ยเป็นแผนกใหญ่ เป็นแผนกที่ทั้งไปและกลับ บางทีมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับแผนกอื่นเยอะ เพราะฉะนั้นมันจึงมีการทำงานที่เราจะต้องรับผิดชอบในสายงานของเราโดยตรง กับการทำงานที่ต้องประสานและส่งเสริมกันกับแผนกอื่นๆ เพื่อให้งานถ่ายทำราบรื่น ซึ่งแน่นอนว่าเราต้องทำงานสัมพันธ์โดยตรงกับช่างภาพ, แผนกแสง, แผนกโลเคชั่น, สเปเชี่ยลเอ็ฟเฟคท์ หรือแม้กระทั่งสตั๊นท์

พี่เล็กเริ่มทำงานในวงการภาพยนตร์ต่างประเทศที่ถ่ายทำในไทยได้ยังไง? ตั้งแต่เมื่อไหร่?  พี่เล็กประทับใจการทำงานในหนังเรื่องไหนมากที่สุดคะ?

พี่จบถาปัดฯ มา สมัยที่ยังเป็นนักศึกษาพี่ก็ค่อนข้างจะคลุกคลีตีโมงกับพวกชมรมการแสดง ตอนที่พี่กำลังทำวิทยานิพนธ์อยู่ก็มีกองถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศเริ่มเข้ามาถ่ายทำในบ้านเรา ชื่อเรื่อง The Killing Field (1984) ตอนนั้นเขามีการมารับสมัครคนที่สนใจอยากจะไปร่วมทีม ตอนนั้นอยากไปมากแต่ยังเรียนไม่จบก็เลยตัดใจ

จนพอเรียนจบได้ไม่นานก็มีหนังอีกเรื่องหนึ่งเข้ามาถ่ายทำในบ้านเรา  ชื่อเรื่อง ‘กู๊ดมอร์นิ่งเวียดนาม’ Good Morning Vietnam (1987) พี่ก็ไปสมัครและได้ทำหนังเรื่องนั้นเป็นเรื่องแรกในตำแหน่ง Assistant Art Director ถ้าจะถามพี่ว่าพี่ประทับใจการทำหนังเรื่องไหนมากที่สุดพี่ก็จะตอบเรื่องนี้แหละ เพราะการทำงานในหนังเรื่องนั้นพี่แทบไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับการทำหนังเลย ทุกสิ่งทุกอย่างมันเลยน่าสนใจไปหมด ตรงนั้นเค้าทำอะไร ตรงนี้เค้าทำอะไร มันเหมือนเป็นการเรียนรู้ เราก็ตั้งใจไปทำแค่ส่วนของเราแล้วก็เรียนรู้ศึกษามันอย่างเต็มที่ มันก็เลยเกิดเป็นความประทับใจ

จนถึงวันนี้พี่ก็ยังนึกอยู่เลยว่า ถ้าเปลี่ยนตัวเองในตอนนี้ไปแทนที่ตัวเองในวันนั้นพี่คงทำประโยชน์ให้หนังได้มากกว่าตัวพี่เองในยุคนั้น (หัวเราะ)

-ในหนัง Extraction แผนกศิลป์ที่พี่เล็กดูแลมีจำนวนกี่คนคะ?

เอาเป็นว่าพูดกันไปเป็นแผนกๆ ดีกว่า เราจะมีแผนก Set Dressing, Props, Construction อย่างใน Extraction เนี่ยเราต้องไปดูแลรถที่เข้าฉากด้วย สังเกตได้ว่าในหนังเรื่องนี้จะมีหลายฉากเลยที่มีรถเป็นองค์ประกอบสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากบนสะพาน เราก็ต้องมีการวางแผน จัดการอะไรต่างๆ สัมพันธ์กับแผนกรถ (Action Vehicle)  ซึ่งมีทั้งรถที่นำเข้า และเอาของที่มีในประเทศมาประกอบตกแต่งตามแต่ละวัตถุประสงค์ของการถ่ายทำไป

https://www.instagram.com/p/B_hpm0Xn8qU/
งานของ Action Vehicle (แผนกจัดหารถประกอบฉาก) ถือเป็นงานส่วนของ Art Department ที่มีบทบาทมากในฉากสะพาน

ทีนี้ถ้าพูดถึงจำนวนคน ที่เราพูดไล่มาทั้งหมดเฉพาะแผนก Construction อย่างเดียวนี่ก็เกือบร้อยแล้ว Set Dressing ก็น่าจะ 30 คนได้ แผนกรถนี่ก็เยอะเอาเรื่องเหมือนกัน แผนก Props จะไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ ไม่เกิน 10 คนรวมทั้งพวกเด็ก standby ด้วย งาน Props เรื่องนี้ส่วนใหญ่จะหนักไปทางดูแลอาวุธปืนซึ่งเขามีแผนกอาวุธ (Armor) แยกดูแลไปอีกแผนกหนึ่งแต่ก็ค่อนข้างจะทำงานใกล้ชิดสัมพันธ์กัน คนทำงานในออฟฟิศของ Art Department เองก็น่าจะมีประมาณ 10 คนเศษๆ รวมๆ ก็น่าจะร้อยกว่าชีวิต

ทีมฝรั่งหัวหน้าแผนกมีมาแผนกละ 2-3 คน ที่มามากหน่อยเห็นจะเป็นแผนกรถ มี 4-5 คนเลย เพราะเขาต้องมีมาทำ mechanic ทำงานโมดิฟายรถ ก็จะมีหัวหน้าช่างมา ซึ่งพวกนี้ก็ต้องมาทำงานร่วมกับช่างเรานั่นแหละ ซึ่งการทำงานกับทีมต่างชาติทีมนี้ก็ราบรื่นดีครับ  ถือว่าเป็นทีมที่เข้าใจการทำงาน ที่จริงวิธีการทำงานในแผนกนี้มันเป็นภาษาสากล

-ความท้าทายของเนื้องานศิลป์ในหนัง Extraction อยู่ตรงไหนคะ?

การทำให้ประเทศไทยกลายเป็นอินเดียและบังคลาเทศครับ  เราแบ่งแยกเนื้องานออกเป็น 2 ก้อนใหญ่ๆ  คือ

 1. งานในสตูดิโอซึ่งเป็นงาน interior

ตัวชิ้นงานพวกนี้มีขนาดใหญ่ ถึงแม้เราจะได้สตูดิโอที่ใหญ่ที่สุดของ Studio Park ก็ตาม  แต่เราต้องใส่ 3-4 เซ็ทเข้าไปในนั้นด้วยกัน มันก็ทำให้สตูดิโอใหญ่ๆ แบบนั้นดูเล็กลงไปถนัดตาเลย

ยกตัวอย่างฉากในอพาร์ทเม้นท์ที่ต่อสู้แย่งชิงตัวประกันซึ่งเราทำในสตูดิโอ อันนั้นความท้าทายของมันคืองานก่อสร้างซึ่งต้องทำแข่งกับเวลา แล้วยังมีความต้องการหรือความจำเป็นในบางแผนกที่เข้ามาสัมพันธ์ด้วยเช่นแผนกเอ็ฟเฟคท์ ว่าผนังตรงนั้นตรงนี้จะต้องถูกยิง ถูกกระแทก ความต้องการของแผนกสตั๊นท์ที่ต้องการวัสดุพื้นผิวแบบนุ่มเพื่อความปลอดภัยของนักแสดง ความต้องการของแผนกแสงที่รีเควสท์เพดานถอดได้เพื่อจะประดิษฐ์ประดอย  สร้างสรรค์ทิศทางของแสง อะไรต่างๆ เป็นต้น

2. งานตกแต่งโลเคชั่นในไทยให้กลายเป็นอินเดีย 

จริงๆ แล้วหลักการอยู่ที่การศึกษารายละเอียดประกอบต่างๆ ของประเทศนั้นประเทศนี้ มันเหมือนการศึกษาดูลึกลงไปองค์ประกอบทางศิลป์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง texture, สีสัน และแตกแขนงไปถึงวัฒนธรรมและศิลปะของเขาจนรู้ว่าองค์ประกอบเหล่านี้ถูกนำมาใช้ยังไง แล้วเราก็หยิบสิ่งเหล่านี้แหละ มาใส่ในฉาก

ใน Extraction มีฉากใหญ่ๆ ที่เราต้องเซ็ทให้ดูเป็น เมือง Dhaka ในประเทศบังคลาเทศ ซึ่งถ้าเรามาลองจำแนกดูมันคือการเลือกใช้องค์ประกอบที่ถูกต้อง เช่นการเลือกสีที่ถูกต้อง, อุปกรณ์ประกอบฉากที่ถูกต้อง 

รวมถึงกิจกรรมตามวัฒนธรรมอะไรบางอย่างที่เราศึกษามาแล้วว่าคนที่นั่นเขาจะมีวัฒนธรรมอะไร? อย่างไร?

อย่างเช่นขยะบนถนน เรามีตัวอย่างของจากประเทศนั้นมาบ้างนะแล้วเราก็มาหาของที่บ้านเรา เราต้องดูว่าขยะเขาหน้าตาเป็นยังไง เอามาทำให้เหมือน ไม่ใช่ว่าสักแต่ว่าไปเอารถขยะขนขยะมาเท โดยขยะที่เห็นในหนังมีการแบ่งเป็น 3 เฉดสีนะ คือ เทาเข้ม, น้ำตาล, น้ำตาลเข้ม ต้องแยกขยะไปแช่แชล็คขาวแล้วตากให้แห้งก่อนแล้วค่อยพ่นสี เพราะขยะเป็นพวกพลาสติก ต้องแช่แชล็คก่อนไม่งั้นพ่นสีไม่ติด แต่ไม่ถึงขนาดจะต้องมีตัวหนังสือบังคลาเทศบนนั้น เพราะในหนังมันไม่ได้ถ่าย close up ขนาดนั้น

-เห็นฉากที่เป็นบังคลาเทศมีการเพิ่มดินที่พื้นลงไป?

อย่างโลเคชั่นเราเป็นพื้นคอนกรีตเราก็ต้องเอาดินมาใส่เข้าไป ซึ่งที่พี่ใช้คำว่าองค์ประกอบ เราก็ต้องเข้าให้ถึงสิ่งเหล่านี้นะ สีของมันก็ต้องใช่ หน้าตาของมันก็ต้องใช่ วัสดุของมันก็ต้องใช่ บางคนอาจบอกว่าเอาดินมาใส่ก็เหมือนแล้ว มันก็ไม่ใช่ เพราะแค่ดินที่เราจะเอาไปโรยเราก็ต้องรู้ด้วยว่าดินของเขาเป็นสีอะไร ซึ่งเรื่องนี้เราหาไม่ได้นะ ดินบ้านเราที่ไปขุดมาบ้างก็สีเข้มไป บ้างสีอ่อนไป ตรงนี้ก็แดงไป ตรงนั้นเหลืองไป ฯลฯ เราก็ต้องเอาดินพวกนี้มาผสมกันจนมันได้สีเดียวกับดินของเค้า

นี่พี่พูดถึงแค่อย่างเดียวนะ จริงๆ มันยังมีองค์ประกอบของท้องถนนที่เราต้องศึกษาว่ามันจะต้องมีอะไร  อย่างหลังคา, ชายคา, เสื้อผ้าที่ตากที่ห้อย, ลายผ้าลายผ่อน, ของที่ชาวบ้านเขาถือ อะไรต่างๆ นี่ถ้ามันใช่มันก็จะทำให้เซ็ทของเราออกมาเหมือนสถานที่ที่เราต้องการจะทำให้มันเหมือน ของบางอย่างอาจจะง่าย เช่นป้าย เราอาจแค่ขึ้นป้ายเป็นภาษาอินเดีย แต่จริงๆ แล้วกล้องมันไม่ได้ไปอยู่ตรงป้ายตลอดเวลา มันจะไปอยู่กับเครื่องใช้ไม้สอย ถ้วยชามรามไห กระบุง กระด้ง ก็ต้องศึกษาให้มันเป็นแบบที่เขาใช้กัน นั่นล่ะครับก็คือไอเดียหลักๆ ของ “การเลือกใช้องค์ประกอบที่ถูกต้อง”

นอกจาก เราจะ “เลือกองค์ประกอบที่ถูกต้อง” แล้ว  “การจัดวางองค์ประกอบที่ถูกต้อง” ยังเป็นอีกข้อที่ควรต้องให้ความสำคัญ  การจัดวางสิ่งของในฉาก จะต้องสมจริง ถูกต้องตามฟังก์ชั่นการใช้งาน เพื่อสร้างความประสานสอดคล้อง ( synchronization) ให้การแสดงของนักแสดง อิงเข้ากับวิถีชีวิตจริงๆ ของผู้คนตามท้องถนน หรือในพื้นที่ในหนัง ที่เราต้องการจะให้คนดูเชื่อ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เราจะต้องมีอยู่ในมือตั้งแต่ขั้นตอนของการทำรีเสริ์ช   

อย่างฉากในเมือง Dhaka ในประเทศ บังคลาเทศนี้ เรามีนักแสดงประกอบ 200 คน  ทุกคนต้องมีกิจกรรมทำเมื่อเข้าฉาก  ยกตัวอย่างเราใส่รถเข็นโรตีเข้าไปใน set  ข้าวของ, เครื่องปรุง และ อุปกรณ์ที่จัดเรียงบนรถเข็นนั้น จะต้องจัดวางตามจริง ตามที่คนขายโรตีในบังคลาเทศเขาใช้  ในวันถ่ายทำ  ก่อนที่นักแสดงสมทบเข้าฉาก  ก็จะเป็นหน้าที่ของทีมศิลป์ ที่ควรต้องอธิบายให้ข้อมูลกับทางผู้ช่วยผู้กำกับก่อน ว่า set นี้ props นี้ เขามีขั้นตอนวิธีใช้อย่างไร เพื่อทีมผู้ช่วยผู้กำกับจะไปบรีฟนักแสดงร่วมได้   ทีนี้งานของเราก็จะออกมาสมจริง สมบูรณ์ มีมิติ

งานสเกลใหญ่แบบนี้มีพี่วิธีการบริหารเวลา, คนและงบประมาณอย่างไร?

(คิด) ไม่อยากจะตอบว่า… ประสบการณ์ ไม่อยากตอบแบบนั้นไง 

เอาเป็นว่าเวลาทำงานเราจะเริ่มต้นจากตารางถ่ายทำของหนังกับความต้องการในแต่ละเซ็ท

คือดูเนื้องานก่อน ซึ่งตรงนี้จะบอกเราว่าปริมาณของงานมีมากน้อยยังไง เมื่องานกับเวลาได้ถูกกำหนดไว้แล้ว ตัวเวลาปกติแล้วมันจะตายตัวอยู่อย่างนั้น แต่ตัวงานสามารถจะเปลี่ยนได้ เช่นถ้ามีเวลาจำกัด ความต้องการด้านเนื้องานไม่สามารถจะสูงได้ หรือถ้าอยากจะสูง การเพิ่มตัวแปรแรงงานคนก็จะสามารถช่วยให้ไปถึงจุดนั้นได้

แต่ในกรณีที่เวลาถูกเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา อาจจะเป็นเหตุมาจากคิวดาราหรืออะไรต่างๆ ความท้าทายของ Art Department คือเราจะต้องทำงานให้ทัน ซึ่งการเป็นอาร์ทไดฯ นั้น เราต้องรู้ว่างานแบบไหนต้องใ้ช้เวลาเท่าไหร่ และที่สำคัญไปกว่านั้น งานลักษณะนี้จะให้ใครเป็นคนทำ ประสิทธิภาพของเขามีมากแค่ไหน และจะต้องใช้กี่คนงานจึงจะเสร็จทันเวลา

ซึ่งสิ่งเหล่านี้พี่จะต้องมองภาพรวมให้ออกตั้งแต่ตอนทำงบ (budget) เลย พี่ต้องชัดเจนกับสโคปงานทั้งหมด

การทำงานร่วมกับทีมต่างชาติในหนัง Extraction เป็นอย่างไรบ้างคะ?

พี่ว่าทีมนี้สนุกนะ ทำงานง่าย เป็นทีมงานที่มากประสบการณ์ เขาค่อนข้างไว้ใจและเชื่อเรา ซึ่งพี่ว่าตรงนี้สำคัญมาก เขาจะไม่มาจู้จี้อะไรกับเรามาก แต่เราเองก็รู้ธรรมเนียมของการทำงานกับคนพวกนี้เหมือนกัน นั่นคือก่อนเราจะทำอะไรไปเราจะต้องได้รับการ approve จากเขาก่อน  มันจึงมีขั้นตอนที่เราจะต้องขายงานเขา เช่นเราอาจจะ sketch ให้เขาดูว่าฉากประมาณนี้ชอบไหม ถ้าเขาโอเค ชอบ และเราก็จะมีอะไรที่มันเป็น 3 มิติขึ้นมาให้เขาดูก่อนลงมือทำ เช่นตัวอย่างสี โมเดล อะไรต่างๆ ให้เขาเห็นภาพแน่ๆ ไม่ใช่ไปเซอร์ไพรส์เขาตอนที่ทุกอย่างมันถูกสร้างออกมาแล้ว ถ้าคนทำงานศิลปะจะรู้กันว่ามันไม่มีอะไรตายตัว หรืออะไรที่ 1+1 เป็น 2 แต่มันจะมีเรื่องของเทสต์ เรื่องของรสนิยม ซึ่งสิ่งเหล่านี้แต่ละคนแตกต่างกัน

การคอนเฟิร์มกันด้วยอะไรที่มันเห็นเป็นรูปธรรมคือสิ่งที่ช่วยให้เราจูนกันได้และเป็นสิ่งที่ควรทำ เช่นสีเทาคือเทาแค่นี้นะ, เก่านี่เคือเก่าแค่นี้  คำว่าปานกลางพูดออกมา ความปานกลางของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

ซึ่งประโยชน์ของมัน บ่อยครั้งดีไซน์เนอร์เองก็ตัดสินใจไม่ได้ แต่เขาขอเอาสิ่งนี้ที่เราทำให้ไปคุยกับผู้กำกับ แล้วก็ช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ทีมงานที่จะต้องมาใช้เงิน ใช้เวลา และสรรพกำลังไปกับมัน หรือยกตัวอย่างสมมติว่าเรากำลังจะเซ็ทตึกแถวและถนนทั้งเส้น เราก็อาจจะลองทำห้องหนึ่งก่อน แต่งให้เขาดูแล้วคอนเฟิร์มกัน มากไป น้อยไป อยากเพิ่มลดตรงไหน จากนั้นค่อยทำทั้งหมดเป็นต้น มันคือการสื่อสารที่ตรงและชัดเจนที่สุดแล้ว

-คนดูถามมากันเยอะว่าฉากท่อระบายน้ำนั่นของจริงหรือเปล่า? เพราะดูแล้วรู้สึกว่ามันเหม็นและสกปรกจริงๆ

ไม่รู้ว่าน้องเคยได้เห็น reference ของฉากนี้บ้างหรือเปล่า มันคือท่อระบายน้ำจริงที่อยู่ในอินเดีย ซึ่งที่เห็นในหนังพี่เอาความสกปรกออกไปแล้ว 60% ใส่ไปแค่ครึ่งนึงหรือแค่ 40% เท่านั้นเอง ของจริงสกปรกแบบชนิดที่ไม่อยากมองอะ แต่พอมันกลายเป็นฉากท่อระบายน้ำแล้วเรารู้สึกว่าเราอยากมองมัน มันสวยดี ฉากนี้ต้องเกี่ยวข้องกับแผนกสเปเชี่ยลเอ็ฟเฟคท์ค่อนข้างเยอะที่ต้องคอนโทรลระบบน้ำและ support การจัดแสดงของช่างภาพ มันจึงออกมาสมบูรณ์ได้ขนาดนั้น

-ประเทศไทยเคยถูกจัดฉากให้เป็นประเทศอื่นๆในหนังอยู่บ่อยครั้งตรงนี้พี่คิดอย่างไร? สาเหตุหลักมาจากอะไร?

จริงๆ มันก็มีขีดจำกัดของมันอยู่นะ ถึงแม้ประเทศไทยจะถูกจัดตกแต่งให้เป็นประเทศโน้นประเทศนี้มาหลายครั้งแล้วก็ตาม ในอดีตพี่คิดว่าที่ต่างชาติมาถ่ายหนังในบ้านเราเยอะแยะเป็นเพราะเรามีโลเคชั่นที่ใกล้เคียงกับสถานที่ที่ถูกกล่าวถึงในเรื่อง อย่างในสมัย ‘กู๊ดมอร์นิ่งเวียดนาม’ เราเคยปิดถนนราชดำเนินเส้นที่วิ่งจากสะพานผ่านฟ้าไปจนถึงพระที่นั่งอนันตสมาคม เราเคยปิดได้ทั้งเส้นแล้วเช็ทถ่ายให้เป็นถนนในไซ่ง่อน แต่สมัยนี้เป็นไปไม่ได้แล้วเพราะระยะหลังๆ นี่โลเคชั่นที่พี่พูดถึงมันได้เปลี่ยนไปหมดแล้ว เพราะบ้านเมืองเราเปลี่ยน ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไป ต้นไม้เปลี่ยน ป้ายโฆษณา แผงหน้าร้านอะไรต่างๆ มันเปลี่ยนไปหมด มันไม่สามารถทำแบบเดิมได้แล้ว

แต่ในปี 2020 ประเทศไทยก็ยังถูกจัดฉากให้เป็นประเทศอื่นได้อยู่ ความจริงเขาก็ทำแบบนี้ได้กับอีกหลายๆ ประเทศนะ เพราะสมัยนี้เรามีงาน post production คือ CG มาเป็นตัวช่วย แต่สาเหตุหลักที่เขาเลือกมาบ้านเรานั้่นคือศักยภาพของทีมงาน กองถ่ายส่วนใหญ่ที่มาบ้านเราเขาเช็คมาหมดแล้วว่าคนทำงานบ้านเราทำอะไรมาบ้าง บางคนถึงขั้นมีโพยมาเลยว่ามาถ่ายประเทศนี้ ตำแหน่งนี้จะรีเควสท์เรียกคนทำงานชื่ออะไร ถึงแม้คนที่ไม่เคยมาเขาก็จะไปสืบถามจากเพื่อนที่เคยมา หนังบางเรื่องถึงกับเลือกเกณฑ์ทีมงานต่างชาติที่เคยมีประสบการณ์มาถ่ายเมืองไทยมารวมกันเลยก็มี

เพราะฉะนั้นแล้ว ปัจจุบันพี่คิดว่า facilities และบุคลากรคือสาเหตุหลักที่ดึงงานเหล่านั้นเข้ามา

https://www.instagram.com/p/Bt53svwAjvB/
รวมภาพทีมงานกองถ่ายทำภาพยนตร์ จาก instagram ของ Sam Hargrave ผู้กำกับฯ

-ปรัชญาในการทำงานของพี่คืออะไรคะ?

พี่ไม่มีปรัชญาในการทำงาน เอาเป็นว่าพี่มีหลักคิดในการทำงานของพี่ดีกว่า 

พี่เชื่อว่าการทำงานในกองถ่ายคือการรวบรวมเอาคนที่มีประสบการณ์หลายๆ คนเข้าด้วยกัน พี่จึงจะพยายามให้แต่ละคนที่ทำงานกับพี่ได้รับผิดชอบงานของเขาอย่างเต็มที่ อย่างเช่นเมื่อพี่ทำงานกับช่าง พี่จะให้เขาได้ทำงานจากประสบการณ์ในความเป็นช่างของเขาอย่างเต็มที่ แต่เราต้องมีคำตอบให้เขาในเวลาที่เหมาะสม โดยที่เขาจะสามารถทำงานของเขาไปได้เรื่อยๆ โดยไม่ติดขัด

พี่จะพยายามไปอยู่ตรงนั้น ในจุดที่เมื่อเขามีปัญหาหรือติด มีคำถามที่ต้องการคำตอบ นั่นแปลว่าเราจะต้องเห็นภาพรวมที่ชัดเจนอย่างสมบูรณ์ที่สุดในสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ ซึ่งนำไปสู่หลักการการทำงานดั้งเดิมของพี่ที่ว่า

“เวลาเราจะทำอะไรก็แล้วแต่ เราต้องรู้ในสิ่งที่เราทำ และเราต้องทำในสิ่งที่เรารู้ … ถ้าเราไม่รู้เราอย่าทำ แต่ถ้าเราจำเป็นจะต้องทำ เราจะต้องไปทำให้ตัวเราเองรู้มาซะก่อนว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำคืออะไร”

เพราะการทำในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้มันสูญเสียหลายอย่าง เพราะมีคนทำงานต่อจากเราเยอะ ถ้าเราไม่แม่นยำพอแล้วเนี่ยมันจะเกิดผลเสียเป็นวงกว้าง

-สุดท้ายนี้พี่เล็กมีอะไรจะฝากถึง Art Director รุ่นใหม่ๆหรือนักศึกษาภาพยนตร์ที่สนใจทำงานด้านนี้คะ?

พี่อยากฝากเรื่องของ “ความพิถีพิถันและความละเอียด”  มันสะท้อนบทสนทนาของเราก่อนหน้านี้ที่พูดมาทั้งหมด  บางคนอาจจะพูดว่าโอ๊ยไม่ต้องละเอียดขนาดนั้นหรอก กล้องไม่เห็น พี่จะบอกว่าจริงๆ แล้วมันเห็น  และที่สำคัญกว่ากล้องเห็นคือคนทำงานเห็น

งานศิลป์ที่ดีจะเป็น สารตั้งต้นสร้าง แรงบันดาลใจของคนทำงาน บางสิ่งที่กล้องมองไม่เห็นมันมีส่วนช่วยส่งเสริมจิตวิญญาณในการทำงานของนักแสดงและทีมงาน พี่จึงอยากเน้นเรื่องนี้ ไม่อยากให้คนรุ่นใหม่ปกปิดความไม่ละเอียดพิถีพิถันของตัวเองด้วยการบอกว่า “โอ๊ย กล้องมันไม่เห็นหรอก”  แต่จริงๆ แล้วตัวเองไม่ได้คิด หรือลืม (หัวเราะ)

คนเรานะ ก่อนจะได้ความละเอียดพิถีพิถันมาอยู่กับตัวเองมันจะต้องศึกษา ทำรีเสิร์ชเยอะ รายละเอียดต่างๆ มันไม่สามารถเกิดขึ้นมาจากนิมิต หรือความตื่นนอนมาในตอนเช้าแล้วก็มีรายละเอียดมา มันเกิดขึ้นจากการทำการบ้านครับ

สัมภาษณ์/ เรียบเรียง ษมาวีร์ พุ่มม่วง

Special Thanks :

คุณ นิโคลัส ไซม่อน (Nicholas Simon) เจ้าของบริษัท อินโดไชน่า โปรดักชั่นส์ (สยาม) จำกัด : ที่ปรึกษาบทความ

5 Replies to “คุยกับ ART DIRECTOR ฝั่งไทย ของหนัง EXTRACTION : พี่ เล็ก ไชยยันต์ ชุณห์สุทธิวัฒน์ – Chaiyan CHUNSUTTIWAT”

  1. Excellently!!
    ชอบมากๆคำถามสุดท้ายและรวมถึงคำตอบด้วยคะมากๆๆ. ได้ความรู้สึกที่ดีที่สุด ที่ได้รับรู้ข้อความของพี่เล็ก,พี่ผู้มากด้วยประสบการณ์และความรู้ ความสามารถของพี่เค้าครับ.
    “เวลาเราจะทำอะไรก็แล้วแต่ เราต้องรู้ในสิ่งที่เราทำ และเราต้องทำในสิ่งที่เรารู้ … ถ้าเราไม่รู้เราอย่าทำ แต่ถ้าเราจำเป็นจะต้องทำ เราจะต้องไปทำให้ตัวเราเองรู้มาซะก่อนว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำคืออะไร”
    #ข้อความนี้ด้วยครับ ทราบซึ้งมากๆ.
    “ความพิถีพิถันและความละเอียด” มันสะท้อนบทสนทนาของเราก่อนหน้านี้ที่พูดมาทั้งหมด บางคนอาจจะพูดว่าโอ๊ยไม่ต้องละเอียดขนาดนั้นหรอก กล้องไม่เห็น พี่จะบอกว่าจริงๆ แล้วมันเห็น และที่สำคัญกว่ากล้องเห็นคือคนทำงานเห็น………
    (และผมเคยเจอหลายคนที่เราเคยทำงานด้วยพูดคำนี้ออกมาแล้วเศร้าจัง!!) (“โอ๊ย กล้องมันไม่เห็นหรอก”)ขอบคุณครับ วันละภาพ.

  2. งานศิลป์ที่ดีจะเป็น สารตั้งต้นสร้าง แรงบันดาลใจของคนทำงาน บางสิ่งที่กล้องมองไม่เห็นมันมีส่วนช่วยส่งเสริมจิตวิญญาณในการทำงานของนักแสดงและทีมงาน พี่จึงอยากเน้นเรื่องนี้ ไม่อยากให้คนรุ่นใหม่ปกปิดความไม่ละเอียดพิถีพิถันของตัวเองด้วยการบอกว่า “โอ๊ย กล้องมันไม่เห็นหรอก!!!
    ประโยคนี้เล่นเอาตื่นเลยครับ 5555

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *