ทำไมงาน Visual Effect ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์เกาหลีจึงดูดีขึ้นเรื่อยๆ?


KOCCA (Korea Creative Content Agency) บอกไว้ในปี *2013 ว่า

“4 ปีที่ผ่านมา ทางหน่วยงานเราก็ทุ่มทุนพัฒนาลงไปตรงนี้ราวๆ 12.6 พันล้านวอนกับภาพยนตร์เกาหลี กว่า 43 เรื่องอะฮะ”

ทั้งนี้ เพื่อพัฒนามาตรฐาน งานผลิต VFX ในหนังเกาหลีให้ดูดี เจริญรุดหน้าเทียบชั้นกับหนังฮอลลีวู้ด เพราะเล็งเห็นแล้วว่า กำลังตลาดของธุรกิจนี้ จะมีมูลค่ามหาศาลในอนาคตอันใกล้… นับมาถึงตอนนี้ปี 2020 คิดดูที ว่า KOCCA จะลงทุนพัฒนาไปแล้วเท่าไหร่?
.
เอาจริงๆ KOCCA บอกว่าไม่ได้หวังผลตลาดผู้สร้างหนังในประเทศตัวเองเลยนะ เพราะรู้ว่าลำพังต้นทุนการผลิตในอุตสาหกรรมหนังเกาหลีเองยังต่ำอยู่ เมื่อเทียบกับตลาดฮอลลีวู้ด ซึ่งไอ่ตลาดนั้นแหละ คือ target ที่ KOCCA ตั้งใจไปตีหัวเข้าบ้าน ดึงให้เข้าไปใช้บริการ VFX House ในเกาหลีกันอย่างกว้างขวาง… เป้าประสงค์นอกจากจะสร้างรายได้ สร้างงาน สร้างอาชีพให้คนเกาหลีแล้ว การพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าว ยังให้อานิสงส์แก่ตัวอุตสาหกรรมภาพยนตร์โลคอล(Local) ที่ผลิตในประเทศเองด้วย
.
ซึ่งแน่นอน 10 ปีก่อนช่วงเริ่มบูม เขาก็จับเทรนด์ได้ แล้วเร่งลงทุนพัฒนาทันที เพราะมองเห็น อ่านขาด ว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์เหล่านี้ จะสร้างเม็ดเงินรายได้มหาศาลให้หลั่งไหลเข้าประเทศ
.
บอกตามตรง VFX House ของคนไทยก็มีความสามารถไม่แพ้เกาหลีใต้เท่าไหร่เลยนะ แต่พวกเราต่างก็เป็นบริษัทเอกชนที่ต้องลงทุนเอง, หาลูกค้าเอง, แบกภาระค่าใช้จ่ายสู้วิกฤติเอง ….
.
อุตสาหกรรมภาพยนตร์ในไทยมีหลายอย่างคล้ายเกาหลี แต่อย่างเดียวที่เกาหลีมี ไทยไม่มี และเป็นตัวแปรที่สำคัญสุดๆ นั่นคือ องค์กรบริหารงานด้านคอนเทนต์สร้างสรรค์แบบเฉพาะทางอย่าง KOCCA 🤓

*เพิ่มเติม :
CEA – Creative Economy Agency
https://www.cea.or.th/th/about
คือหน่วยงานที่คล้าย KOCCA ในไทย เข้าไปดูก็มีเขียนไว้ว่ารวมแขนงงานภาพยนตร์อยู่ในนั้น แต่แอดมินก็ไม่เข้าใจ ว่าทำไมทุกวันนี้ การจัดการเกี่ยวกับงานภาพยนตร์ ทั้งมิติ กองถ่ายในในประเทศ และ กองถ่ายจากต่างประเทศเรายังต้องไปวิ่งวนๆ เข้าๆออกๆ เหมือนหนัง TeneT กันอยู่แถวกระทรวงวัฒนธรรม กับ กระทรวงการท่องเที่ยว??? 😅 #เออทำไม?

อ้างอิง👉🏼 http://m.koreatimes.co.kr/pages/article.asp?newsIdx=133120

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *