คุยกับ ” พี่บูม – วิฑูรย์ สวนใหญ่” Art Director : The Serpent

แอด: พี่เริ่มต้นมาทำงานวงการนี้ได้อย่างไร? รบกวนเล่าให้น้องๆฟังพอสังเขปค่ะ

พี่บูม: พี่เริ่มจากทำ props งานโฆษณาไทย แต่ถ้าเป็นภาพยนตร์เปิดซิง เรื่องแรกเลยเนี่ยเป็นหนังฮ่องกง ชื่อเรื่อง Black Mask “พี่เล็ก-ไชยยันต์” เป็น Art Director พี่ไปช่วย “พี่สร” ทำProps แต่ถ้าเป็นหนังฝรั่งเรื่องแรก ชื่อเรื่อง “City Of Ghost” ผกก.คือ Matt Delon ปี 2001 ถ่ายที่เขมร “พี่เล็ก-ไชยยันต์” เป็น Art Director พี่ไปทำแผนก Set dressing ตำแหน่ง Leadman จากนั้น ก็ได้โอกาสทำงานให้กับ “พี่ไก่-กุลดี”เรื่อง“Stranded”สั้นๆ พี่ๆ ทั้งสามท่านที่กล่าวมานี้ คือผู้ชักนำ และ ผู้ให้โอกาสในการทำงานจ้ะ.

แอด: พี่บูมช่วยเล่าประสบการณ์งาน The Serpent ให้น้องๆฟังหน่อยค่ะ

พี่บูม: The Serpent เป็นซีรี่ส์ของ BBCจากอังกฤษ ซีรี่ส์เรื่องนี้มันแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ จะเรียกว่า 2 Blocks ให้ งงๆก็ได้คือ

Block 1 (ep. 1-4)เนี่ย 1 ผู้กำกับคือพี่ Tom Shankland

Block 2 (ep. 5-8) อีก 1 ผู้กำกับคือพี่ Hans Herbotsโ

ปรเจคนี้เป็นงาน Service Production ของบริษัท Living Films อันนี้ก็ผู้ให้โอกาสร่วมงานกันมาโดยตลอด Production Designer มาจากฝรั่งเศสชื่อ François-Renaud Labartheส่วนทีม Art ไทยมี 70 กว่าคน

แอด: โหวว เยอะมากก.

พี่บูม: คืองี้ เริ่มแรกเนี่ย แผนการทำงานคือ เริ่มถ่ายทำ ep 1,2,3,4 แล้ว 5,6,7,8 เนี่ย การถ่ายทำจะ ซ้อนทับเหลื่อมกัน (overlaps) ช่วงแรกเริ่มงานนี่วางแผนยากมากเพราะตรงช่วง overlaps นี่ไม่รู้จะทำงานยังไงที่ยากคือช่วงนั้นบทมันออกมาแค่ ep.1-4 ทั้งเริ่มวางแผนงาน ทำงบประมาณ และ ทำทุกสิ่งทุกอย่าง มีมาให้แค่ 4 เล่ม ที่เหลือ ep. 5-8 อะ บทยังไม่เสร็จ ให้ใช้มโนเอาเราก็ทำๆไปเรื่อยๆเราวางแผนโดยที่ยังไม่มีบท ep. 5,6,7,8 อะ ซึ่งเราก็หวังว่า ให้มันเป็นเรื่องอื่นๆไปเลย ที่ไม่ต้องมารุงรังกัน…. แต่ไม่ใช่…ทุกอย่างอยู่ครบ ทั้งตัวละครหลักและโลเคชั่นหลัก

งานนี้ด้วยความที่เนื้องานมันเยอะ พี่ก็ combine กับน้องๆที่รู้จักกัน อีก 2-3 ทีม มันถึงกลายเป็น 70 คนก็จะมีเปามาเป็น Set Dec, ป๋องมาเป็น Props Master ให้พี่, มีเปิ้บมาเป็น Art Di, มีทีมเอ๊ดมาเป็น Set Dec Team B ให้พี่ คือเป็นอีกกรุ๊ปนึง มาเสริมสำหรับ 4 ep.หลัง. ทุกคนก็ขนน้องๆมากันเต็มอัตราศึก

แอด : ที่มันต้องแยกหลายทีมแบบนี้ เพราะตารางถ่ายมัน ทั้งถ่ายติดๆกัน และ ทั้ง ถ่าย Overlaps กันด้วยถูกไหมคะพี่?

พี่บูม :เราถ่ายสัปดาห์ละ 5 วัน ขณะเดียวกันเราก็ต้องแยกร่างไปเตรียมงาน set ต่อไป แล้วก็ต้อง strike (เก็บ set) ที่ถ่ายเสร็จไปแล้วMain set ส่วนใหญ่มีเวลาให้ทำ และถ่ายที่นั่นหลายวันไม่ค่อยมีปัญหาในการทำงาน แต่พวก setเล็กๆน้อยๆที่setก่อนล่วงหน้าได้ไม่นานบางทีแค่คืนนึงก่อนถ่ายแล้วก็ต้องไปรื้อออกหลังจากถ่ายภายในวันเดียวกันบางวันมีถ่ายเช้าที่นึงบ่ายอีกที่นึง ก็ต้องแบ่งทีม ทำแข่งกับทั้งเวลาและปริมาณงานอันนี้เรียกเหงื่อทีมงานได้ดีทีเดียว

นั่นคือเหตุผลที่ต้องใช้แรงคนเยอะ เราไม่เคยทำซีรี่ส์ที่ยาวๆแบบนี้ เคยแต่ดูมันจะเป็นเนื้อเรื่องยาวๆ ที่มีโครงเดียวเป็นหลักใช่มั๊ย แล้วก็จะเปลี่ยนดีเทลภายในของแต่ละ ep. แต่ละ ep. มันก็จะจบในตอนมัน โดยส่วนใหญ่ แต่อีนี่มัน ไม่จบไง อีนี่มันเล่าเรื่องสลับไปสลับมาแล้วก็วกไป วนมาพี่ต้องอ่านสคริปต์แล้วมาสร้าง timeline กันใหม่กับทีมเพื่อจะจับต้นชนปลายเรื่องทั้งหมด ทั้งความต่อเนื่อง ทั้งคอนทินิวตี้ อะไรๆ คนเขียนสคริปต์นะพี่อยากกราบ อะคือเก่งชิบหายยคือตอนอ่านสคริปต์ครั้งแรกนะ มันส์ สนุกมากกก ปกติ คือเวลาทำหนังพี่จะอ่านบททั้งเรื่องรอบนึงก่อน อ่านเอาสนุก อ่านให้เห็นเนื้อเรื่อง อ่านให้อินไปกับมัน พออ่านรอบ2 ก็จะต้องคิดวิธีที่จะทำงานกับscriptนั้นๆ พี่ ก็ เ_ี้ยยยยนยยย กูจะวางแผนทำงานยังไงวะ?!?!

อีกอันที่สำคัญอ่านบทเสร็จก็ต้อง Breakdown ทุกสิ่งอย่าง Set,Props, Vehicles,Graphic,งงมาก รายละเอียดเยอะมาก ทำเสร็จเราก็รอลุ้น shooting schedule ว่าจะออกมาเป็นไง จะได้รวมหัววางแผนรับมือกับมัน วันถ่ายกันถ้าจำไม่ผิดมีแถวๆ 100 วัน มันจำเป็นที่จะต้องออกแบบแผนการทำงานให้ค่อนข้างรัดกุม และให้จบลงบนกระดาษอย่างละเอียดก่อน คือ ในแผนกเราจะมีตารางปฏิทินกันค่อนข้างชัดเจนว่า ใคร -ทำอะไร- ที่ไหน-เมื่อไหร่ ถ้าติ๊กเคยไปเยือนหมูบ้าน Art Department ก็คงจะเคยเห็นปฏิทินที่หลากสี ยาวเป็นกิโล

แอด: แปลว่า ความยากของงานหนังต่างประเทศ มันคืองานบริหาร ใช่ไหมคะพี่ ที่มันต้องทำงานแข่งกับเวลา และ เนื้องานที่ค่อนข้างจะเยอะ

พี่บูม : ใช่นี่ขนาดวางแผนแล้วนะ แรกเริ่มต้องถ่ายเสร็จก่อนปีใหม่แต่พอเอาเข้าจริงช่วงถ่ายก็มีปัญหา ลม ฟ้า ฝน จุกๆจิกๆแผนที่จะถ่าย overlaps มีเหตุให้ทำได้ไม่ตามเป้าก็เลยต้องกลับมาถ่ายหลังปีใหม่อีก 2เดือน สรุปโปรเจคนี้เราทำกันเกือบปีนะ เริ่มเดือนเมษายน มาเสร็จเดือน มีนาคม ของอีกปี เหมือนเวลาเยอะแต่จริงๆแล้วไม่เยอะเลยตอนท้ายๆมาเจอปัญหาเรื่อง covid อีก อ่วมทุกวันเกือบปี….

Partแรกทำไป70 กว่า sets แล้วเราก็หยุดคริสมาสต์-ปีใหม่ ฝรั่งกลับประเทศไป แล้วกลับมาต่อหลังปีใหม่อีก 20 กว่า sets เบ็ดเสร็จหนังเรื่องนี้ ก็เกือบ 100 sets นะ .แอด: คนชอบพูดว่า หนังนอกเงินเยอะ พี่มีความเห็นเรื่องนีอย่างไร?พี่บูม:แค่ไหนเรียกเยอะล่ะ สำหรับพี่สำคัญที่สุดคือใช้เงินคุ้มค่าป่าวพี่ขอยกตัวอย่างจากงานที่ทำนะเอาเรื่อง Serpent นี้ละกัน

ถ้าวัดจากรายละเอียดความต้องการของขนาดงานกับ Budget ที่มีพี่ว่าไม่เยอะเรียกว่าสมเหตุสมผลกับงานดีกว่าผลของงานออกมาพี่ว่าก็คุ้มค่าอยู่นะถ้าจะเอาหนังงบเยอะล่าสุดก็นี่เลย “Extraction”เรื่องนั้นพี่ทำเป็น Set dec งบประมาณของแผนก Art น่าจะมากกว่า Serpent หลายเท่า ผลของงานออกมาโคตรคุ้มค่าเลยถ้าจะเอาหนังงบน้อยก็เรื่อง Only God Forgives เรื่องนั้นใช้งบน้อยกว่า The Serpent เยอะมาก งานก็ออกมาสวยงามตามความต้องการของทุกคนตอนทำ Budget เกือบทุกเรื่อง เราอยู่ตรงกลาง ระหว่างคนสองฝากฝั่งคือ ผู้กำกับ และProduction Designer ลูกพี่เราซึ่ง มีความอยากอยากได้นู่นได้นี่กับอีกข้างนึงคือ Producer คนที่มีความอยากที่จะใช้จ่ายให้สมเหตุผลที่สุด หน้าที่ของเราคือต้องบาล๊านซ์ความต้องการของทั้ง 2ฝั่ง ถ้าสมมติว่าเราเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง เราก็ทำงานยากเนอะ .

แอด : เห็นมีช่วงนึง ที่เป็นทะเลสาบ ดาล นั่นคืออินเดียใช่ไหมพี่?

พี่บูม : Dal Lake อ่า นั่น ทองผาภูมิ … เลยบ้านหนูไปไม่ไกล อันนั้นก็สนุก คือมันจะมีเรือ HouseBoat ที่เค้าไปพักกันมันก็จะมีทั้งห้องพัก ห้องรับแขก ห้องอาหารอะไรๆ อยู่ในนั้น ทั้งหมดเนี่ย มันคือ โรงแรม โรงแรมนึง ลำนี้จะยาวประมาณ 40 เมตร หน้าตามันจะเหมือนกับรถไฟ ที่มีทางเดินข้างๆ แล้วก็มี ห้องๆๆๆ ซอยๆๆๆน่ะ แล้วก็มีหัวเรือ ติดกัน เป็นที่นั่งเล่น บางลำมี สองห้อง, สามห้องก็แล้วแต่ ของเราก็สร้างแค่ท่อนหัว ที่เป็นเทอเรซห้องนั่งเล่นอย่างเดียว ยาวประมาณ 5-6 เมตร สร้างบนแทงค์ แล้วก็เอาไปลอยไว้ในทะเลสาบ ที่เหลือเขียน CG

กระทั่งเรือพายที่เป็นเรืออินเดีย (Shikara Boat) ทั้งหมดเราก็ต้องสร้าง ต่อเรือขึ้นมาตาม reference สร้างกันที่กรุงเทพ แล้วก็ขนส่งไปที่โลเกชั่น ของอินเดียแท้เนี่ย มันจะเป็นเรือไม้ แต่เราทำแบบนั้นได้ยาก เราก็ดีไซน์เป็นเหล็กนี่แหละ แล้วก็ตกแต่งให้เหมือนของจริง ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นไม้ คือมันเซฟกว่า ปลอดภัยคอนโทรลได้ เวลาที่จะต้องไปริก ไปพ่วงกับเรือกล้อง มันเหมาะสมกว่า

แล้ววันนั้น คุณผู้กำกับ ก็พูดขึ้นว่า “ เออ… ชั้นชอบดอกบัว”

พี่ก็ : อู้ว ดอกบัวงั้นเหรอ? ปลูกกลางทะเลสาบ .. ดอกบัว ก็โอเค

บัวเนี่ย ราก มันต้องอยู่ในน้ำ แล้วก็อยู่ในดินใช่มั๊ยฮะ แล้ว สาย (ก้าน) มันก็ยาวขึ้นมาประมาณไม่เกิน 1 เมตร แล้วก็ถึงจะเป็นใบ เป็นดอก แต่ทะเลสาบน้ำลึกกี่เมตรล่ะ? ฉะนั้นพี่ก็เลยต้องเอาแพลทฟอร์ม (นั่งร้าน) มาตั้งในน้ำถึง 2 ชั้น แล้วก็ปลูกบัวให้คุณเค้า… เนี่ยแหละ งานมันก็จะมีความกระจุกกระจิก ตรงอะไรแบบนี้

แอด : ในรายละเอียดแบบนี้ บางทีคนดูก็นึกไม่ถึงเนอะพี่ ว่ามันก็เป็นเงิน และ เป็นแรงคน เพื่อ ดอกบัวหนึงดอก ที่มันจะโผล่ขึ้นมาในหนังได้เนี่ย.

พี่บูม : ออกมาเห็นแค่ไหนก็ไม่รู้ แต่ว่ามันเป็นความต้องการของผู้กำกับ ที่เราก็ต้องทำให้ 5555

Before & After งาน VFX ของ The Serpent

แอด: คือ แม้สุดท้ายมันจะต้องไปถูกเขียนเพิ่มในขั้น VFX แต่อย่างน้อยมันมีโครงเริ่มต้นมันก็ง่ายขึ้น อย่าง แอดมินเห็นในคลิป before & after ของ บริษัทที่ทำ VFX ก็ อะแมซซิ่งมากนะคะ ที่ฉากเนปาล แต่เกิดจากโครงภาพเริ่มต้นที่เป็น อยุธยาบ้านเราเนอะ มีฐานเจดีย์เป็นอิฐ อะไรๆพี่บูม: อันนั้นก็มันส์ พี่นี่ให้เครดิต พี่ VFX เจ้านี้ในหลายๆฉากเลยนะ คือคุยกันตั้งแต่ที่แรกแล้วว่า บ้านเราไม่มีเจดีย์ทรงเดียวกับเจดีย์ที่เนปาลเนอะ แต่โอเค ทีมโลเคชั่นนำเสนอวัดเก่าแก่ในอยุธยา ซึ่งมีพื้นและผนังเป็นอิฐแดงขนาดใหญ่ ซึ่งก็มีความเหมือนกับ Referenceที่เราหากันมาก็ตกลงว่าเราจะสร้างเจดีย์เล็กๆและจะสร้างแนวระฆังแบบเนปาลเพิ่มให้ ที่เหลือเขาก็ไปเขียนเพิ่มเอาละกันเราก็… ถ่ายทิพย์ เจดีย์ทิพย์ ก็สนุกดี ธงราวแบบเนปาลเราก็ import มาจาก shoppee.. 5555 shopee มีทุกอย่าง

งานสร้างฉากสนุกๆก็มีอีกหลายที่ อย่างฉากถนน Neon street ซึ่งก็น่าจะหมายความว่าพัฒนพงษ์เราไม่สามารถใช้ที่จริงได้เราก็จัดตึกแถวย่านโชคชัยสี่ให้เป็นภายนอกของถนนนั้นซะ แถมด้วยร้านขายเพชรที่ฮ่องกงให้อยู่ในละแวกเดียวกันซะเลยและอีกฉากถนนที่สนุกคือ Freak street และร้านน้ำชาที่อยู่ในกาฐมาณฑุ อันนั้นเราใช้โลเคชั่น เวิ้งนครเกษม

เราต้องทำตึกย่านchina town ให้เป็น Freak street Nepalยาวประมาณร้อยกว่าเมตร ซึ่งพื้นฐานของตึกไม่มีความเหมือนกันเลย เราต้องสร้าง Facade ที่หน้าตาเป็น Nepalมาปิดความเป็นเวิ้งนครเกษม. ตอนทำงานอันนี้ก็เป็น set ที่สนุกมากทำไปฝนตกไปทาสียังไงก็ไงก็ไม่แห้ง! มีอีกอันท้าทายคือส่วนปลายของถนนFreak streetนั้นเราต้องทำเป็นฉากภายนอกที่ทำการไปรษณีย์ไทยอีกด้วย ส่วนภายในไปรษณีย์ทำที่โรงงานยาเก่าแถวสุขุมวิท ใคครจะไปนึกโรงงานยาเป็นได้ทั้งไปรษณีย์,สนามบิน,สถานีตำรวจทั้งไทย-เทศ,คุก,บาร์,โรงพยาบาลLocation นี้สร้างหลาย set มากคุ้มจริงๆ

แอด : อย่างฉากที่ทำเป็นต่างประเทศแบบนี้ พี่ก็ต้องทำงานร่วมกับทีมเสื้อผ้าด้วยไหมคะ?

พี่บูม: ใช่ จะมีการ co-ordinate กัน ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการใช้สี( Color Schematic) ว่าองค์รวมของSetจะเป็นสีไหนแล้วแผนกเสื้อผ้าเค้าก็จะจัดให้เสื้อผ้าของนักแสดงและนักแสดงร่วม จะเป็นโทนที่สามารถอยู่ร่วมกับset ของเราได้

เอ้อ อีกเรื่องคือเรื่อง Props (อุปกรณ์ประกอบฉาก) เรื่องนี้ดูเหมือนไม่มีอะไรเลย แต่โหดมาก คำว่าโหดในที่นี้คือ มันเป็นเรื่องของช่วงเวลาและความสมจริง เพราะมันเป็นเรื่องจริง เราจะมั่วไม่ได้ หนูทำคอนทินิวคงรู้ดี เรื่องความต่อเนื่อง บทวกวนขนาดไหน ของที่ใช้เข้าฉาก นี่ต้องระมัดระวังมาก

เรื่องนี้พี่ต้องมีแผนก ทำกราฟฟิคตัวหนังสือจริงจังเลยนะ ที่เห็นในหนังทุกชิ้นเราสร้างหมด Passport, Magazine, Pocket books ยกตัวอย่างหนังสือพิมพ์ เราต้องพิมพ์ขึ้นเองทุกฉบับนะ คือ ถึงกับต้องมีแผนกทำหนังสือพิมพ์ ต้องพิมพ์เข้าฉากกันแทบทุกวัน เรื่องนี้เราได้ ลิขสิทธิ์จาก หนังสือพิมพ์ บางกอกโพสท์ (Bangkok Post) ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์จริง เราซื้อลิขสิทธิ์มาจำนวนหนึ่ง จำไม่ได้ว่ากี่ฉบับ ทุกอย่างไปใช้เขาหมดไม่ได้ อย่างเช่น หน้าคนบนข่าวในนั้น หรือ โฆษณา ป้ายอักษรใดๆที่ปรากฏบนหนังสือพิมพ์ มันติดลิขสิทธิ์ทุกชิ้น ยันลิขสิทธิ์ฟ้อนท์! (Font)

ยิ่งสตูดิโอนายทุนเราเป็นเจ้าใหญ่ในต่างประเทศที่เป็นที่รู้จัก พี่ส้ม Art Coordinator ของทีมพี่ต้องทำ Clearance หมด บางอย่างเราก็ต้องออกแบบขึ้นมาเอง แล้วก็ต้องส่งไปให้เขา approve อีกก็มี หลายชั้น หลายซับหลายซ้อนมาก สนุกไป น้ำตาไหลไป…

แอด: สุดท้ายพี่อยากฝากอะไรแก่น้องๆที่สนใจทำงานด้านนี้ไหมคะ?

พี่บูม: ฝากอะไรดีล่ะเอาเป็นว่างาน Art Department มันไม่ใช่งานด้านศิลปะอย่างเดียวนะ วาดรูปเป็นปั้นเป็นก็ยังไม่พอหรอก มันรวมศาสตร์อีกหลายด้านอยู่ด้วย ต้องเอามารวมกันอย่างมีศิลปะมันถึงจะไปได้สวยงาม ดีใจนะที่มีคนชื่นชมผลงานเรา พี่ว่าน้องๆทุกคนในแผนกก็คงภูมิใจในงานของเราเหมือนพี่นี่แหละช่วงนี้เห็นน้องๆในแผนกทุกคนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เวลามีคนพูดถึง The Serpent

ขอบพระคุณภาพประกอบโดย : คุณ เฉลิมพร อยู่ทองดี

สัมภาษณ์ และ เรียบเรียงโดย:ษมาวีร์ พุ่มม่วง, วิฑูรย์ สวนใหญ่

One Reply to “คุยกับ ” พี่บูม – วิฑูรย์ สวนใหญ่” Art Director : The Serpent”

  1. ชอบมากๆๆๆๆๆ ติดหนึบดูจบภายใน2 วัน น่าทึ่งตื่นเต้นทุกตอน ส่วนนึงคิดว่าหนังจะโดนแบน (จากอนุรักษ์นิยม) เลยรีบดูไว้ก่อน ความจริงก็คือความจริง ตอนนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นโดยเฉพาะ รวดตำ ตำร๊วดดดดดดไทย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *