เจาะเบื้องหลัง งาน Casting : The Serpent กับพี่ ออกัส สิปาง อังสนาภิรมย์ Thai Casting Director

มาแล้วๆ – แอดติ๊ก @วันละภาพ กับ แอดบอล หนังติดมันส์ ชวนกันพูดคุยเจาะเบื้องหลังงาน Casting ซีรี่ส์ The Serpent กับพี่ออกัส สิปาง อังสนาภิรมย์ มาให้อ่านกันแน่นๆเลยตามสัญญาค่ะ 😄!

พี่ออกัส: พี่ออกัส นะคะ ทำ Casting มาตลอดซัก 20 กว่าปีได้ละ ตั้งแต่ปี 97 ถ้าจำไม่ผิด เริ่มต้นมาจากการที่พอเราเรียนจบมหาวิทยาลัย เราก็ไปนั่งดูพี่ๆที่ Production House เขาทำงานกัน เพราะว่าเราเรียนการละคร (พี่จบการละคร จาก ม. กรุงเทพ) ก็เห็นว่า เฮ้ย มันไม่ยากนี่หว่า มันสามารถเอาสิ่งที่เราเรียนมาเนี่ย มา Adapt ในงานเลือกตัวละครแบบนี้ได้

พี่ก็เข้าไปเริ่มทำงาน Casting โฆษณา ก็บังเอิญ พี่โชคดี ได้ไปเจอพี่ Casting ท่านหนึ่ง เรียกว่าเป็นรุ่นใหญ่ในวงการ ชื่อว่า พี่น้อย “ภาสิรี ปัญญา” ซึ่งนับว่าเป็น Casting รุ่นครูท่านหนึ่งเลย สมัยนั้น พี่น้อยทำ 2499 อันธพาลครองเมือง, กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้ นางนาค อะไรแนวนี้

ช่วงนึงพี่น้อยมาทำหนังฝรั่ง ก็ชวนพี่ว่า “เฮ้ย ออ มาลองทำหนังมั๊ย?” พี่ก็มาลองทำหนังไทย เรื่องแรกๆเลยที่ทำก็รู้สึกว่าจะเป็น “ ไอ้ฟัก” ของพี่ปุ๊ก พันธุ์ธัมม์ ในช่วงเดียวกัน มันก็มีหนังเรื่องอื่นๆที่ถ่ายทำพร้อมๆกัน พี่น้อยก็แยกร่างไปทำ “ซีอุย” คือ เราเหมือนเป็นทีมกัน พี่น้อยไปทำซีอุย พี่ก็ไปทำไอ้ฟัก

พี่ก็ไปทำ Iron Pussy ทำไปก็ เห้ย หนังอะไรวะ? เออ สนุกดี
จากนั้น ต่อ จาก Iron Pussy พี่เจ้ยก็ทำสัตว์ประหลาด พี่ก็ทำต่ออีกเรื่อง

แอดติ๊ก : เดี๋ยวนะ! พี่ทำหนังพี่เจ้ยด้วยเหรอ? น้องไม่เคยรู้เลย เพราะ อินดี้กับหนังนอกนี่งานมันคนละขั้วกันเลยมั๊ย?

พี่ออกัส: คนละฝั่ง ใช่เลยฮะ พี่ทำหมดแหละ โฆษณาไทย, โฆษณานอก, หนังอินดี้, หนังไทย, หนังฝรั่ง ปนๆกันอยู่แถวนี้

หลังจากสัตว์ประหลาด ก็มาทำประจำให้ บริษัทโฆษณา เป็นบริษัทลูกของสยามสตูฯ พี่ไปทำอยู่ 2-3 ปี พี่ก็เริ่มคิดอยากกลับมาเป็นฟรีแล๊นซ์ ก็มีพี่น้อยคนเดิมนี่แหละ ก็กลับมาถามพี่อีกว่า

“ แก.. ไปทำแรมโบ้มั๊ย”

พี่ก็ไป จริงๆก่อนหน้านั้นพี่ก็มีไปทำหนังฝรั่งมาก่อนแล้วบ้างอย่าง “Belly of the Beast” มี “Bitter Sweet” อะไรแบบนี้ พี่ก็ผลุบไป ผลุบมา พูดตรงๆคือ “ใครจ้างก็ไป ครับผม” (หัวเราะ)

แอดติ๊ก : ทีนี้มาถึง The Serpent … อันนี้ตำแหน่งพี่คืออะไรคะ?

พี่ออกัส: Casting Director ค่ะ “Thailand Casting Director”

คือ อย่างงานนี้ เขาจะมี Casting Director ที่โน่น กำหนด งาน Cast ที่เป็นตัว Marketing ของเขามาแล้วจำนวนนึง อย่าง ตัวพระเอก นางเอก อะไรแบบนี้ ที่เราทราบกัน เขาก็จะกำหนดมาเป็น นัมเบอร์ (number) โดยจะ List ออกจาจากบท เรียงลำดับตามความสำคัญ ไล่มาตั้งแต่ตัวพระเอก เป็นเบอร์ 1, นางเอกเบอร์ 2 ไล่ๆมาจนถึง Thai Cast ก็จะเรียงนัมเบอร์กันลงมาเป็นจำนวนประมาณหนึ่ง เช่น 1-15 จะเป็น นัมเบอร์ของ Cast ฝรั่ง เลขหลังจากนั้นลงมา จะเป็น Thai Cast เขาจะกำหนดมาเลยชัดเจน ว่าเขาได้ตัวไหนมาบ้างแล้ว และ ต้องการให้เราทำตัวไหน

เนื่องจาก The Serpent เนี่ย มันเป็นซีรี่ส์ที่มีความยาว 8 episodes อย่างที่เรารู้กัน เพราะฉะนั้น ตัวละครที่จะมาโผล่แต่ละ ep เนี่ย มันจะเยอะ และ ละเอียด มันก็จำเป็นจะต้องช่วยกันทั้งสองฝั่ง คือ เราก็ช่วยเค้าหาด้วย เช่นบางตัว ถ้าเขาหาที่โน่นไม่ได้ เราก็ช่วยเขาหาที่นี่ด้วย ก็อาจจะมาได้ที่เรา หรือบางตัว เราหาที่นี่ไม่ได้จริงๆ ก็ไปได้ที่เขา เป็นต้น

โชคดีเรื่องนี้ พี่ได้ทำงานร่วมกับ คุณ โรเบิร์ต เสิตร์น (Robert Stern) ที่ทำเรื่อง “Game of Throne” เขาให้เกียรติเรามาก เมื่อเราได้บทมา เราก็ทำการบ้านส่งให้เขา เขาดูทป Casting ของเราแล้วเขาบอกว่า เทป Casting ของยู กับของไอ ใกล้เคียงกันเลย เค้าชอบ acting ที่เราทำ แสดงว่าเรามีความเข้าใจแบบเดียวกัน เพราะฉะนั้น ยูทำได้เลย

แอดบอล: อย่างนี้ ก่อนที่พี่ออได้เริ่มทำงานกับ คุณโรเบิร์ตเนี่ย พี่ออต้องส่ง CV ให้เขาเลือกไหมครับ?

พี่ออกัส : จริงๆแล้ว คนที่จะได้เห็น CV ของพี่จริงๆ คือ โปรดิ๊วเซอร์ใหญ่ (Producer) คือคุณ Stephen Smallwood เขาจะเป็นคนเลือกว่าจะเอาใครมาทำงาน

เนื่องจากว่า โปรเจกต์นี้ มาใช้ Poduction Support คือ บริษัท Liviing Films ทาง Living Films ก็จะเป็นคนขอ CV ของเราไป และก็จะเป็นคนเอา CV เรา พรีเซ้นต์ให้กับโปรดิวเวอร์ คือ อะไรที่โปรดิวเซอร์ตัดสินใจ ก็คือ เป็นที่สุดของการเลือก crew มาทำงานละ

แอดติ๊ก:  ก็หมายความได้ว่า ระหว่างพี่ออกัส กับ คุณโรเบิร์ต เสตริ์น เนี่ย ก็จัดอยู่ในระดับการทำงานที่เท่ากัน เหมือนเป็นเพื่อนร่วมงานกันที่เท่าเทียมกัน

โดยมี โปรดิวเวอร์ เป็นนายจ้าง

พี่ออกัส : ใช่ค่ะ  พี่ต้องขอพูดเลยว่า ใน The Serpent เนี่ย ทีมงานฝรั่งทุกคน ให้เกียรติคนไทยมากๆ ทุกสิ่งจริงๆ ฉะนั้น Casting Director – ของเค้า กับเรา ก็จะเท่ากันเวลาทำงาน  คือ มันก็จะมีบาง Job ที่ ทีเวลาเราทำงานกับต่างชาติจะมีสถานะ เจ้านาย-ลูกน้อง  แต่สำหรับ The Serpent  นี่ไม่ใช่

เพราะงาน Casting มันมีความพิเศษอยู่ 1  อย่าง คือ Local Casting แต่ละประเทศ จะมีความเข้าใจในธรรมชาติ, ชาติพันธุ์ และ วัตถุดิบของประเทศนั้นๆ มากที่สุด

Casting ประเทศอื่น ไม่อาจทำงานข้ามกันไป-มา ได้มากนัก

การทำงานของพี่ กับ เขา เลยชัดเจน ว่าเราต่างเป็น ผู้ชำนาญการของแต่ละฝั่งอย่างชัดเจน

แอดติ๊ก :  ถ้างั้นก็หมายความว่า ต่อให้มี งานจากต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำในไทย  แต่  Casting คนไทย ก็จะต้องเป็นคนที่ทำตรงนี้  เพราะว่าเราเข้าใจพื้นที่ และความเป็น Local มากกว่า Crew ต่างชาติ ถูกมั๊ยพี่?

พี่ออกัส: ใช่  ถูกต้องค่ะ  Casting ไทย จะเข้าใจละเอียดลงไป ว่า ที่นี่มีอะไรอยู่บ้าง มี source อะไรอยู่บ้าง, มีจำนานมาก-น้อย แค่ไหน และ จะหาสิ่งเหล่านี้จากไหน?

แอดติ๊ก: ดังนั้น งาน Casting ก็น่าจะเป็นงานอีกประเภทหนึ่ง ที่ควรถูกสงวนไว้ให้เป็นของทีมงานไทยถูกไหมพี่?

พี่ออกัส: พี่ก็คิดว่าควรจะเป็นอย่างนั้นนะ แต่ว่า ณ.ปัจจุบันก็มีบาง โปรดักชั่น เฮ้าส์ (Production House) ที่มีฝรั่งเข้ามาเป็น Casting  อันนั้น เขาก็อาจจะมองในแง่ของ “มุมมองแบบต่างชาติ”

แต่อย่างไรพี่ก็เชื่อว่า คนไทย จะเข้าใจชาติพันธุ์ และ สิ่งที่มีอยู่ในเมืองไทยมากที่สุด

แอดบอล: ผมขอกลับมาที่วิธีการทำงานเริ่มต้นนิดนึงครับ อยากถามพี่ออกัสว่า ในการทำงาน Casting หนังต่างประเทศ กับ หนังไทยเนี่ย มันเหมือน หรือ ต่างกันอย่างไรครับ?

พี่ออกัส : ถ้าถามพี่นะ พี่คิดว่า หนังไทยเนี่ย ผู้กำกับไทย/ โปรดิวเซอร์ไทย จะรู้จักตัวแสดงเกือบทั้งหมดอยู่แล้ว ผู้กำกับแต่ละคน จะมีภาพจำ และมีความคิดในหัวมาแล้วว่า เอาดาราคนนั้นสิ ดาราคนนี้สิ

ในขณะที่ Casting/ โปรดิวเซอร์/ ผู้กำกับ ต่างประเทศมาที่นี่เนี่ย เขาไม่มีอะไรมาเลย เราจะสามารถออกแบบ ดีไซน์ แล้วก็นำเสนอ ตัวละครให้เขาดู และ พิจารณาตัดสิยจากเนื้อแท้ของตัวแสดงจริงๆ ไม่ได้มีการติดภาพในใจ ว่าคนนี้เป็นลุคแบบนั้น แบบนี้ พี่จึงชอบความ Pure ตรงนี้ ที่ Casting ไทย ก็จะสามารถนำเสนอตัวเลือกได้อย่างเสรีมากกว่า เท่านั้นเอง

ส่วนวิธีการทำงานมันก็มีองค์ประกอบ และเงื่อนไขอื่นๆอีกมากมาย เหมือนกับงานไทย มีเรื่องงบประมาณ (Budget) เรื่องเวลา เหมือนกันทุกอย่างแหละค่ะ พี่บอกได้เลยว่า ความจริงแล้ว Casting งานไทยหลายๆคนก็เก่ง เพียงแต่ เราอาจจะไม่ได้งบประมาณที่เหมาะสม หรือ มีข้อจำกัดอื่นๆ

แอดติ๊ก: เรื่องนี้พี่เตรียมงานกันอยู่นานเท่าไหร่คะ ช่วงที่ทำ Audition

พี่ออกัส: โอย นานมาก ประมาณเกือบ 3 เดือน ทำทุกวัน สัปดาห์ละ 5-6 วัน มันต้องใช้เวลา เพราะว่าของพวกนี้ต้องส่งบท ส่งไปแล้ว ไม่ใช่ว่าคุณจะเข้ามาก็ได้เลย มันต้องมานั่งคุยกันอีก ว่า น้องตีความยังไง? พี่ตีความยังไง? คุณคิดไปในทิศทางไหน? เพราะฉะนั้นเวลาที่เราดูการแสดงจากการตีความที่ต่างกันเนี่ย แสดง 100 คน ก็ไม่เหมือนกัน 100 คน

ในส่วนของ Casting ก็จะแยงความมุมมองของ Casting เข้าไปบ้าง เช่น สุดา ลองเป็นแบบนี้ซิ แบบนั้นซิ ต่อให้มาเป็น 10 สุดา ก็จะไม่เหมือนกันสักสุดา – สุดา นี่คือ น้องคิตตี้ ชิชา

แอดติ๊ก : เอ้อ พูดถึงสุดา จากที่น้องดู เห็นว่า เป็นหน้าใหม่ในวงการหนังต่างประเทศ หมายถึง หลายๆหน้า หลายๆคน ที่น้องมักเห็นเขาได้งานต่างประเทศอยู่เป็นประจำ แต่สำหรับน้องสุดา-ชิชา นี่ค่อนข้างหน้าใหม่ อยากให้พี่ช่วยเล่ากระบวนการ ในการที่ได้น้องเขามาเล่นบทนี้หน่อยค่ะ

พี่ออกัส : พี่เจอกับ คิตตี้ ก่อนหน้านี้ ที่โฆษณา Yves Saint Lauren เป็นหนังโฆษณาฝรั่งเศส ตอนนั้น คิตตี้มาเล่นเป็น Support ให้ คู่กับดาราฝรั่งเศส ตัวพี่คิดว่า คิตตี้มีความน่าสนใจมากๆ แน่นอน กระแสแนนโนะด้วยส่วนหนึ่ง จริงๆคิตตี้ก็เคยมาแคสงานกับ Living Films อยู่ เพราะฉะนั้นก็เป็นคนใกล้ตัว

คือ พอเราได้ คาเรคเตอร์ สุดามา เราก็ต้องตีความว่า “สุดา” นั้น อยู่ในวัยไหน? เป็นวัยโต หรือ วัยเด็กน้อย เพราะมันจะต้องมาเข้าคู่กับชาร์ล ให้ได้

อย่างคิตตี้เนี่ย มองๆไปเค้าอาจจะดูเป็นสาวทันสมัย ดูแรงๆเนอะ ซึ่งตัวสุดา เนี่ย ก็เป็นคนโมเดิร์น ในสมัยนั้นอยู่ประมาณนึงนะ เพราะถ้าดู The Serpent จะเห็นว่านางสามารถจูบกับชาร์ลได้กลางถนน ซึ่งผู้หญิงสมัย 40 ปีที่แล้วไม่มีทางทำ พอเอามาเทียบกัน คิตตี้ กับ สุดา ทั้งคู่มีความกล้า อยู่ในตัว ซึ่งใกล้เคียงกัน พี่ก็เลย เชิญ คิตตี้ ชิชา มาลองแคสดู

คิดตตี้เป็นผู้หญิงหน้าไทย สามารถแต่งเป็นลุคไทยๆได้ บุคคลิคนิสัยใกล้เคียง มีความคิดสมัยใหม่อยู่ในตัว พี่ไม่แปลกใจเลยที่เขาจะเลือกคิตตี้มารับบทสุดา เพียงแต่มันเป็นความคาดไม่ถึง เพราะเราเพียงแต่คาดการรณ์ว่า เออ เขาน่าจะเป็นสุดาได้
ที่เหนือความคาดหมาย คือ เออ เขาใกล้เคียงสุดามากเลยทีเดียว ในความรู้สึกพี่นะ

แอดติ๊ก : การทำงานร่วมกันระหว่า น้อง คิตตี้- ชิชา , ทาร์ฮา ราฮิม, และ น้อง เจนนา นางเอกของเรื่องเป็นยังไงบ้างคะ?

พี่ออกัส: คิตตี้ และ ทาร์ฮา และนางเอก โอ๊ย สมู้ท เนื่องจากว่า เรามีการให้พวกเขารวมกลุ่มกัน มีการ Read Through (อ่านบทเสมือนซ้อมร่วมกัน) เขาก็จะเกิดความสนิทกัน พอเกิดความสนิทกัน ก็เกิดเป็นความสบายใจ และ แสดงได้อย่างเต็มที่ เข้าถึงตัวละครนั้นๆได้อย่างเต็มที่

ข้อดีของน้องคิตตี้คือ น้องเป็นคนที่ทำการบ้าน เยอะมาก แม้กระทั่งจุดเล็กๆน้อยๆ หรือว่า ดีเทลเล็กๆน้อยๆเนี่ย คิตตี้จะถาม ถึงการตีความ คิตตี้จะถามว่าพี่คิดเห็นอย่างไร? คิตตี้จะไปถาม Director

แอดติ๊ก : เคยได้ยินพี่ๆ Casting หลายคนเล่าให้ฟัง ว่า วิธีการแสดงของนักแสดง แบบที่หนังไทยชอบ กับ ที่หนังต่างประเทศชอบ จะต่างกัน อันนี้จริงไหมคะพี่?

พี่ออกัส: อันนี้จริงนะคะ คือไม่ได้เจาะจงถึงใคร อย่างบ้านเรา วิธีการแสดงก็จะมี 2 ลักษณะ เช่น วิธรการเล่นแบบละคร กับ วิธีการเล่นแบบภาพยนตร์ ซึ่งบังเอิญว่า คิตตี้ กับ พี่ตุ้ย-ธีรภัทร์ เนี่ย เป็นคนที่ชอบดูหนังต่างประเทศ อย่างคิตตี้เนี่ย เป็นคนชอบดูหนังฝรั่ง แล้วน้องสามารถจัดระดับวิธีการแสดงของตัวเองได้ดีมาก น้องมีความเข้าใจ ในความเป็นหนังฝรั่ง และรู้ว่า ทางไหนที่เหมาะกับตัวละครนี้ และเหมาะกับตัวเอง

พร้อมๆกันกับที่ คุณทอม (Tom Shankland) ผู้กำกับ ก็เป็นคนเข้าใจและทำการบ้านเรื่องความเป็น เอเชียมากประมาณนึง อะไรๆมันก็เลยไม่ยาก

แอดติ๊ก: อยากให้พี่ออช่วยอธิบายคำจำกัดความเรื่อง การแสดงแบบฝรั่งให้น้องๆที่ไม่ได้ทำงานในวงการนี้ฟังนิดหน่อยค่ะ

พี่ออกัส: สำหรับพี่นะ อันนี้เป็นคำจำกัดความของพี่คนเดียวนะ คนอื่นอาจจะไม่เหมือนกันนะ สำหรับพี่ พี่รู้สึกว่าหนังฝรั่งเขาต้องการความเป็นธรรมชาติ ในขณะที่คนเอเชีย นี่พี่ไม่ได้พูดถึงเฉพาะประเทศไทยนะ อย่างเวียดนาม มาเลเซียที่พี่ไปทำแคสก็เป็นเหมือนกันค่ะ

การแสดงออกของคนเอเชีย จะเป็นการแสดงออกที่ชัดเจน ใช้คำพูด และท่าทางในการอธิบายให้เข้าใจมากกว่า ซึ่งฝรั่งเนี่ย เขาอาจจะแค่ ใช้สีหน้า และ แววตา เล็กๆ ก็เป็นที่เข้าใจกันแล้ว
มันอาจจะเป็นธรรมชาติของคนแถวนี้ …

ตอนแรกพี่ก็คิดว่า เอ๊ะ หรือมันเป็นแค่เราประเทศเดียวที่เล่นใหญ่? ปรากฏว่าพอไปเวียดนาม โอ้ …ใหญ่ๆๆๆ ใหญ่กว่าเราอีกฮะ (หัวเราะ) – พี่เคยไปทำแคสที่เวียดนามนะ แล้วก็ไปเจอดาราป้าๆเบอร์ใหญ่ๆเลย รุ่นเดียวกะ มี๊พิสมัยอย่างเนี๊ยะค่ะ อยู่ๆจะเดินไปบอกให้แกเล่นให้เล็กลงก็คงจะยาก …

เราก็ต้องหาวิธี หากุศโลบาย ปรับๆกันไป (ตอนทำแคสนะ ตอนถ่ายเป็นผู้กำกับจัดการ)

อย่างนักแสดงไทยที่เขาเคยทำงานในหนังฝรั่งมาแล้วเนี่ย เขาก็จะเข้าใจมาเลย ว่าต้องแอ๊คติ้งประมาณไหน อย่างคุณชาคริต, คุณดอม ที่เป็นโปรๆเนี่ย เขามาก็จะได้เลย

แต่พี่ก็เป็นคนชอบแคสคนใหม่ๆนะ ชอบคนหน้าใหม่ ชอบเอาอะไรใหม่ๆมาลองดู

อย่างพี่ตุ้ยนี่ก็ไม่ค่อยเล่นหนังต่างประเทศนะ หรือบางทีพี่ก็ชอบไปคว้านักแสดงละครเวที ให้มาลอง อย่างสมัยก่อน พี่ก็มีไปชวน คุณภาวนา ชนะจิต ที่เป็นนักแสดงรุ่นโน้น มาลองแคสดู

ในส่วนของพี่ พี่ก็จะช่วยมี input ให้ผู้กำกับบ้าง เช่น ในฉากที่สุดาต้องบอกกับพ่อให้ช่วยชาร์ล พี่ก็จะบอกผู้กำกับว่า สังคมไทยสมัยนั้น จะให้ลูกสาวพูดกับพ่อตรงๆมันก็อาจจะประหลาดไปหน่อย

ถึงแม้ว่าสุดาจะเป็นสาว เปิ๊ดสะก๊าด ทีเดียวในยุคนั้น แต่เรื่อง ธรรมเนียมนิยมของคนไทย บางทีฝรั่งเขาก็ไม่ได้เข้าใจมากเท่าเรา

แอดติ๊ก : มีอีกคำถามนึงค่ะพี่ เคยเห็น requirement ของพวกนักแสดง ต่างประเทศ ที่เวลาเขามาถ่ายทำเนี่ย ในสัญญาจ้างเขาจะมีระบุมาเลยว่า นั่งรถคลาสไหน, นั่งรวมกับคนอื่นได้ หรือต้องมีรถส่วนตัว, ต้องมีมอเตอร์โฮม on set , ที่พักระดับไหน, เบี้ยงเลี้ยง อะไร ฯลฯ มาตรฐานแบบนี้ กับนักแสดงในประเทศไทยมีไหมคะ?

พี่ออกัส: เอาจริงๆแล้วมันขึ้นอยู่กับงาน อย่างถ้าเราเห็นว่า เป็นคนนี้ แล้วมันควรมีอะไรบ้าง เราต้องดูให้ แล้วนำไปเสนอ ไปรีเควสให้ พูดคุยกับโปรดักชั่น ถ้างบประมาณโอเค และ โปรดิวเซอร์เห็นสมควร ก็จะตกลงกันได้

เอาจริงๆ ตรงนี้ก็คืองานจัดการนะ งานหนังฝรั่งเนี่ย นอกเหนือจากการหานักแสดง แผนก Casting ยังมีงานจัดการ คือในหนังไทยทางฝั่งโปรดิ๊วเซอร์ และ โปรดักชั่นจะเป็นคนดูตรงนี้ใช่ไหมคะ? แต่ถ้าเป็นหนังฝรั่งเนี่ย Casting Director จะต้องทำ Budget ของฝั่งตัวเองทั้งหมดให้ครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างของแผนกด้วย เพราะฉะนั้น นอกจากเราจะต้องดูแลเรื่องการหานักแสดงแล้วเนี่ย เรายังต้องดูแลงานบริหารอื่นๆในแผนกตัวเองด้วย บริหารจัดสรรงบประมาณ ค่าตัวนักแสดงทั้งเรื่อง ให้ลงตัว ไม่ว่าจะเป็นบทใหญ่ที่สุด ถึงบทเล็กที่สุด พวกเขาจะอยู่อย่างไร? กินอย่างไร? นอนอย่างไร? มีมอเตอร์โฮมมั๊ย?
ไปต่างจังหวัดมีเปอเดียม (Per diem) มั๊ย? นี่คืองานของเราทั้งหมด ทางโปรดิวเซอร์เขาก็จะโยนมาให้ เธอ ฉันมีเท่านี้…ตู้ม
ที่เหลือเธอก็บริหารจัดการ จักรวาลของเธอไป

แอดติ๊ก: มาถึงนักแสดงสมทบ ด้วยความที่เรื่องนี้เห็นมีเยอะมาก อยากให้พี่ออช่วยเล่าให้ฟังหน่อยค่ะ

พี่ออกัส : ใช่เรื่องนี้เยอะมาก เนื่องจาก The Serpent นี่ต้องการจะทำให้เป็นทุกที่ในโลกนี้ (หัวเราะ) และคนไทยก็เก่งมาก สามารถทำให้เขาได้เป็นทุกที่ในโลกได้เนี่ย
บังเอิญเราโชคดีด้วยมั๊งคะ ที่มีหนังต่างประเทศมาถ่ายที่บ้านเราบ่อย เราคนบ้านเรามีความหลากหลายของชาติพันธุ์ เป็นคนใจกว้าง555
แต่พี่ก็บอกกับเขานะ ว่าเท่าที่เราได้ อย่างเช่น ฝรั่งที่เรามีเนี่ย อาจจะไม่ได้เป็นยูโรเปี้ยนเยอะ เราก็อาจต้องใช้พี่รัสเซียมาผสม ซึ่งลุคโดยรวมถ้าอยู่เป็น Background Extra แล้วแต่งตัวเป็นฮิปปี้ มันก็ใกล้เคียงได้ ส่วนแขกเนี่ย บ้านเราก็มีหลายเลเวลให้เขาเลือก เช่นกัน อินเดียเราจะมีไม่เยอะ แต่เราจะมีปากีสถานเยอะ เนปาลเนี่ย เรามีน้อย เราก็จับเอา ปากีฯ ที่ไม่เข้ามาก มาผสมได้ค่ะ

แอดติ๊ก: แล้วอย่างคนเนปาลนี่พี่ไปเริ่มต้นหายังไง? คนเนปาลในประเทศไทยเนี่ยนะ?!?

แอดบอล: ใช่ครับ ในเพจผมนี่มีคนมาเม้นถามเยอะมาก ว่า เขาไปหาแขกเป็นร้อยมาจากไหนกันนะ?

พี่ออกัส : อย่างที่เราทราบค่ะ ว่าหนังต่างชาติมีมาถ่ายในไทยเยอะอยู่แล้ว อย่างหนังฝรั่ง หนังอินเดีย อะไรมาถ่ายเมืองไทยตลอดเวลา พี่ก็จะมีสต๊อก (Stock) ของนักแสดงร่วมเหล่านี้อยู่ประมาณนึง เราก็เรียกเขามาพูดคุย จากั้นก็ให้เพื่อนตามเพื่อน หรือไป Scout ตามที่ที่พวกเขาอยู่ มันก็ไม่ยาก

นอกจากนี้ยังมีองค์กรอย่างยูเอ็น (UN) ที่มีแหล่งติดต่อคนเหล่านี้อยู่ ดูอย่าง Extraction สิ เขาก็หาแขกในบ้านเราได้เป็นร้อยเป็นพันชีวิตเนอะ

แอดติ๊ก: คือ ถ้าพูดถึง หน้าอินเดียทั่วไป มันก็พอเข้าใจได้นะพี่ แต่อย่าง “แขกเนปาล” นี่พี่ไปหามาจากไหน เพราะหน้าเขาจะออกเป็นอินเดียเหนือ ที่มีความต่างจากแขกปากี

พี่ออกัส: คือเอาจริงๆให้พี่หาแขกเนปาล 200 คนพี่ก็ทำไม่ได้หรอก แต่ ถ้าเรารู้รูปร่างลักษณะของชาวเนปาล เราก็สามารถหาคนรู้สึกว่าเขาใกล้เคียงคนเนปาล หรือมีแขกผสมจีน หรือ ลูกครึ่งผสมที่บ้านเรา หรือ ไปทางชาวบาเรนห์ อะไรแบบนี้ค่ะ สามารถหยิบมาเป็นชาวเนปาลบางส่วน

ส่วนก้อนที่จำเป็นจะต้องเนปาลจริงๆ อย่างเช่น เทพธิดากุมารี ที่อยู่บนหน้าต่าง เราก็พึงจะต้องใช้คนเนปาลจริง โดยที่พวกพี่ก็ออกไปทำ Scouting หาคนเนปาลเอา ครอบครัวชาวเนปาลนี่นับถือเทพธิดากุมารีมากนะคะ พอพี่ติดต่อไปทางพ่อแม่ ว่าจะขอให้ลูกสาวเขามาแสดงบทเทพธิดากุมารี เขาตกลงด้วยความยินดี แถมจะไปชวนเพื่อนเนปาลมาช่วยๆกัน อะไรแบบนี้ เราก็ต้องมีวิธีพูด วิธี Scout

อดติ๊ก : แล้วเรื่องนี้ จำนวน Extra ที่พี่หามาเข้าฉากนี่เยอะมากขนาดไหนคะ?

พี่ออกัส: จำนวนในแต่ละวัน พี่ว่ามันไม่เยอะนะ วันที่เยอะที่สุดก็ไม่เกิน 200 คนนะ รู้สึกว่าจะเป็นวันที่ถ่ายฉาก Thamel Street ค่ะ ที่เขามาลงรถบัสกัน แต่จุดที่สำคัญคือ ใน 8 EP. เนี่ย เราจะเห็น Extra ซ้ำกันไม่ได้! นี่คือความลำบากของ Casting จะใช้ Extra วนยากมากเรื่องนี้ เราก็บอกตามตรงไปเลยค่ะ ว่าข้อจำกัดเราเป็นแบบนี้

ก่อนที่จะเริ่มถ่ายทำเนี่ย พี่ก็จะต้องทำ presentation ให้ผู้กำกับดูรูปของคนทั้งหมดที่เรามีอยู่แล้ว และทำเอกสาร เป็น รายวัน (Daily) ว่าแต่ละกรุ๊ป แต่ละวัน จะมีหน้าตาแบบไหนบ้าง
แล้วก็มาใช้วิธี เปลี่ยนเสื้อผ้า เปลี่ยนทรงผมเอา

พูดถึงทรงผม The Serpent นี่ยากตรงรายละเอียด ที่เขาต้องหา Extra ที่มีเนื้อผม เพราะทรงผมของคนในยุคประมาณ 1976 ซึ่งหายาก สมัยนี้หายาก คือไม่ต้องเมืองไทยหรอก เอาเป็นว่า ที่อังกฤษเองตอนนี้จะไปหาคนที่ทำทรงผมฮิปปี้จริงๆก็มีไม่เท่าไหร่ เนอะ undercut กันหมดแล้ว

แอดติ๊ก : เรื่องนี้เขาทำ Fitting (ลองชุด) นักแสดงสมทบ (Extra) ด้วยไหมคะ?


พี่ออกัส: ฟิตติ้ง Extra ค่ะ เนื่องจากว่าชุดเป็นย้อนยุค และต้องมีการใส่วิกเปลี่ยนลุค เพราะฉะนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้อง Fitting Extra …ทุกคน ในซีนนั้นๆ

แอดบอล: ฟิตติ้ง Extra พี่หมายถึง Extra แบบไหนครับ?

แอดติ๊ก : อ่า ขอขยายความนิดนึงค่ะ คือ โดยปกติ ถ้าเป็นงานบ้านเราเนี่ย Extra ก็จะใช้วิธีเลือกรูป และ มาถึงก่อนถ่ายก็มาจับเปลี่ยนเสื้อผ้า เลือกเสื้อผ้าที่หน้า set แต่พอเป็นงานหนัง/ ซีรี่ส์ ต่างประเทศเนี่ย หลังๆเจอเยอะมาก ว่า Extra ก็ต้องมีวันที่มา Fitting คือมาลองชุด ลองซ้อมแต่งหน้าทำผมเหมือนวันที่จะถ่าย ทุกคน ทุกชุด

แล้วการที่ต้อง Fitting Extra ทุกตัวแบบนี้ มันทำให้งานพี่ซับซ้อนมากขึ้นอย่างไรคะ?

พี่ออกัส: จริงๆแล้วมันไม่ซับซ้อนมากนักนะน้องติ๊ก แต่มันแค่เสียเวลา สมมติว่าทีมพี่มี 4 คนเนี่ย ก็จะต้องเสีย 2 คนเพื่อแบ่งไปจัดการงานFitting ล่วงหน้าของแต่ละคิวถ่าย
เท่านั้นเลย มันคือการบริหารจัดการกับเนื้องาน แล้วทำ Fitting ทุกคนจริงๆ ไม่ว่าจะอยู่หลังรถบัส อะไรเราก็ต้องฟิต

มันก็จะต้องการการจัดการที่มีระบบ เช่น คนเหล่านี้ มีทั้งหมดกี่คน? แล้วพวกเขาต้องมาฟิตติ้งวันไหนให้ทันก่อนวันถ่าย? เราก็จะต้องทำตารางไล่ไปทั้งหมด

อดติ๊ก: แล้วมันเกิดค่าใช้จ่ายขึ้นอีก 1 วัน ไหมพี่

พี่ออกัส : เกิดค่าใช้จ่ายค่ะ เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีก 1 วันเต็มๆ เช่น งบตรงนี้มันคือ 10 บาท มันก็จะกลายเป็น 20 บาท เป็นต้น แต่สำหรับงานนี้ โปรดิ๊วเซอร์จะกำหนดเอาไว้เลย ว่า ให้งบ Fitting ใช้ได้แค่ 70 เปอร์เซ็นต์ อย่าง 100 คน ให้มา fittingได้แค่ 70 คนแบบนี้ค่ะ แต่หลักๆยังไงก็ต้องทำ เพราะเสื้อผ้า-หน้า-ผม เค้ายากจริงๆ กว่าจะเลือกชุดที่เหมาะได้ให้เป็นคนแต่ละชาติ ประเทศนั้นๆ แล้วยังต้องเติมวิกผมอีก โอย

แอดติ๊ก: ติ๊กเห็นในรูปเบื้องหลังรูปนึง ที่พี่ยืนกางร่มสองมือ ช่วยส่ง Extra ข้ามถนน อันนั้นคืออะไรคะ?

พี่ออกัส: คือ ณ ตอนนั้นเป็นเวลา 2 ทุ่ม ซึ่งคิวของเราเกือบจะหมดแล้ว แล้วฝรั่งเขาก็จะมีระบบเรื่องเวลาที่เคร่งครัด คือ เขาจะไม่พยายามให้เกิดการเสียเวลา ซึ่งคืนนั้น ใน set ห้องเล็กๆที่เป็นคาเฟ่วันนั้น คนนั่งกันไม่พอ Extra ก็ต้องไปนั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่ง ปรากฏว่า ตอนที่ใกล้จะเกิด OT แล้วเนี่ย ฝนเกิดตกหนัก! พี่ก็ต้องรีบโกยคนเข้า set ในเวลาเดียวกัน พี่ก็ต้องเกณฑ์ทีมทุกคน น้อง เอาร่มมา มายืนเรียงกันกับพี่ มาช่วยกันถือร่ม เพื่อกางให้นักแสดงเราเดินข้ามไปให้ได้เร็วที่สุด ช่วยประหยัดเวลาไปอีก 5 นาที 10 นาที เสียเวลาน้อยใหน้อยที่สุด

แอดติ๊ก : อันนั้นก็เป็นความเป๊ะของโปรดักชั่นต่างประเทศ (โซนอังกฤษ/ อเมริกา) เนอะพี่

จำได้ว่า อย่าง Extra บางกองนี่เขาต้องนัดมาก่อนทีมงานด้วยใช่ไหมพี่? เพื่อมาแต่งหน้าทำผมล่วงหน้า ดังนั้น เวลาคิวของเขาก็จะต้องหมดก่อนทีมงาน ? คือ เหมือนกับว่าเขาเริ่มทำงานเร็วกว่า Crew ดังนั้นเขาก็จะแตะ โอเวอร์ไทม์เร็วกว่า Crew ปกติ?

พี่ออกัส: สำหรับ Serpent นี่เราต้องนัดเวลาเป็นพิเศษ สำหรับ Extra คือ นัดให้มาถึงกองถ่ายก่อนเวลาทำงานจริง 2 ชั่วโมง เพราะเรื่องการแต่งหน้าทำผมของ The Serpent มันกินเวลาเยอะมาก

แอดติ๊ก : สุดท้ายนี้อยากถามพี่ออกัส ว่าการทำงานกับ Netflix เหมือน หรือ ต่างกับหนังนอกอื่นๆไหมคะ?

พี่ออกัส : ทั้งหมดทั้งมวลพี่ว่าไม่ต่างมาก แต่จะมีเรื่องเอกสาร ทั้งสัญญาจ้าง, สัญญา release agreement ต่างๆ ทุกนักแสดงที่มาทำงานกับเราจะต้องเซ็นต์สัญญา ซึงสัญญาเหล่านี้เป็นเรื่องละเอียด ไม่ใช่เฉพาะ Netflix หรอก ถ้าเป็นค่าย/เป็นสตูดิโอใหญ่ๆ มีหมด สัญญาการทำงานเป็นสิ่งสำคัญ อย่างที่พี่เคยเล่าไปใน Club House

ว่างานไทยมีน้องตัวแสดงมาล่าให้ฟังว่าตอนนี้เกิดปัญหาว่า พอลูกค้าเอาไปเพิ่มสื่อ เราไปเรียกเก็บเงินเพิ่มไม่ได้ อันที่จริง ยุคก่อนเราก็เคยมีสัญญานักแสดงกันครบครันนะ แต่มามาช่วงยุคกลางมันก็หายไป พี่ไม่รู้ว่ามันไปตกหล่นกันตอนไหน เรื่องพวกนี้มันควรจะต้องทำ ต้องมี

พี่ออกัส : ถึงเราจะเป็น Casting ก็จริง แต่เราต้องไม่หยุดนิ่งนะติ๊ก เราจะต้องเรียนรู้สิ่งใหม่เสมอว่าโลกมันไปถึงไหน ขอบข่ายของสื่อ และ มีเดีย ต่างๆ มันกว้างกระจายออกไปในรูปแบบไหน ในฐานะที่พี่อยู่ทั้งฝั่งงานไทย และ งานนอก เราต้องดูว่าแต่ละฝั่งเขาตีเส้นแบ่ง มีเดียกันอย่างไร

ถ้าเป็นฝั่งยุโรปเนี่ย เขาจะมีตาราง เรียกว่า Grid มาให้นักแสดงอ่านตั้งแต่ตอนออดิชั่นเลย เลย ว่าถ้างานไปออนแอร์ ประเทศไหน, สื่ออะไร นักแสดงจะได้กี่เปอร์เซ็นต์ เพื่อเป็นข้อตกลงร่วมกันตั้งแต่ต้น แต่ฝั่งเราไม่มีไง..

ไม่ใช่เพราะประเทศไทยนะ โซนนี้ อย่างสิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ลาวนี่ไม่มีกันเลย ซึ่งพี่ก็จะพยายามบอกทุกคนว่า. ทำเถอะ มันลำบากหน่อยนึง แต่ว่า มันสบายใจทั้งนักแสดง ทั้งเรา และทั้งโปรดักชั่น เฮ้าส์ มันจะ Protect เราในทุกๆด้าน ถ้าเราทำ

ซึ่ง สัญญานักแสดง ของภาพยนตร์ ก็จะเป็นที่รู้กันว่ามันจะออนแอร์ไปทั้งโลก แบบยินยอมให้เผยแพร่ บุคคลิกหน้าตาของคุณแบบ 360 องศา แต่ถ้าเป็นโฆษณา ก็จะถูกแยกเป็นประแต่ละประเทศ แต่ละ media เป็นต้น

เพราะฉะนั้น Casting เราจะต้องเหมือนแยกสมอง ว่าตอนนี้เราทำหนัง ตอนนี้เราทำโฆษณา เราก็ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลา เพราะมันไม่ได้มีแค่ print ad, bus side ad, mag ad บลาๆเหมือนสมัยโบราณละ Casting ก็ต้องทำการบ้าน

อ่านเพิ่มเรื่อง สัญญานักแสดง: https://onelapap.com/?p=646

แอดติ๊ก: ใน The Serpent นี่ทีมพี่มีกี่คนคะ?

The Serpent นี่ทีมพี่มี 4 คนถ้วน มีพี่, พี่เหง็ง “สมลักษณ์ โพธิ์พาณิชย์” มาดูเรื่อง Extra กับพี่ก็ทำงานร่วมกัน ออกไป scout ด้วยกัน ดูภาพรวม, น้องเมย์ “เมติชา แก่นสา” มาทำเรื่องของเอกสาร เพราะเอกสารเรื่องนี้เยอะมาก และก็น้องอิม “จารึก แพทย์ประเสริฐ” ช่วยพี่เหง็ง

แอดติ๊ก: พี่ 4 คน on set ทุกวันไหมคะ?

พี่ออกัส: พวกพี่ on set ทุกวันเลยค่ะ พี่ต้องไปหน้า set ทุกวัน เพราะมันสามารถจะเกิดเหตุการณ์พิสดาร ขึ้นมาได้ทุกๆวัน เช่น วันนี้เพิ่มคน จู่ๆ อยากได้ชาติเนี๊ยะ เพิ่มมาอีก 20 คนจะทำยังไง? หรือ บางวันถ่ายๆกันที่วัดเก่าอยุธยา ผู้กำกับก็อยากได้สด จับสดหน้า set จะทำยังไง?

แอดติ๊ก: จับสด! คำนี้นี่มันคือยังไงคะพี่?

พี่ออกัส: สมมติว่าวันนี้เราไปถ่ายหนังซีนเผาศพกันอยู่ที่อยุธยานะ ผู้กำกับก็รู้สึกว่า แหม ซีนนี้มันขาดมู้ดของ เด็กน้อยคนนึง ที่วิ่งเอาไม้มาเขี่ยขี้เถ้าเล่นที่ตรงริมแม่น้ำพราณสี อะไรแบบนี้

อ้าว!… ไม่มีด้วย วันนี้ไม่ได้เอาเด็กมา เค้าสั่งแค่ผู้ใหญ่มา 20 คนถ้วน แก่ถ้วน ทำไงดีล่ะ พวกพี่ก็มองตากัน …

“อยากได้เด็กจ่ะ”

ก็ต้องวิ่งอออกไปหาฮะ ก็เอารถตู้ออกไปจับเด็กกลับมา 55555

แอดติ๊ก: ฟังดูมิจฉาชีพหน่อยๆนะพี่ 5555

พี่ออกัส: คือ เราก็ต้องมีความน่าเชื่อถือ เราก็เข้าไปตามโรงเรียน ไปหาคุณครู หรือ ไปหาผู้ใหญ่บ้าน จากนั้นก็ค่อยไปหาพ่อแม่ ให้เขาช่วยพูดอะไรแบบนี้

อย่าง The Serpent เนี่ย เกิดขึ้นบ่อย เช่น จู่ๆก็อยากได้ชาวประมงแถวนั้น มาเป็นคนลากแห ที่ลากเอาศพผู้หญิงขึ้นมา พี่ก็… สวัสดีจ่ะ ชาวประมง ดิชั้นก็ต้องเข้าไปทุกที่ แล้วจิตวิญญาณ Casting ก็ต้องไปเลือกคนที่ดูมีแววที่สุดมา ที่เหลือหลังจากนั้น พอเขาเข้า set ไป เราก็สวดมนต์ล้วนๆเลยค่ะ (หัวเราะ)เล่นได้ป่าววะ

แอดบอล: สุดท้าย ผมถามเผื่อคนที่อยากทำ Casting ต้องเริ่มยังไงครับ?

พี่ออกัส: อย่างแรกเลย คุณต้องใจรักก่อนนะ พี่เคยถามคนที่เป็นโปรดิวเซอร์ ว่า ถ้าไม่ทำโปรดิ๊วเนี่ย คุณอยากจะทำอะไร ก็ไม่เค๊ย ไม่เคยมีใครบอกว่าอยากจะทำ Casting เลย
น้อยมากที่จะตอบว่าอยากทำ Casting เพราะว่า การทำงานกับคน เป็นสิ่งที่ยาก

นึกจะไม่มีก็ไม่มา นึกจะกลับแล้วนะ ก็ขึ้นรถกลับไปเลย
อย่างพี่ไปทำงานที่ซาปา เวียดนาม เงี๊ยะ ถ่ายๆกันอยู่ Extra ก็นึกขึ้นได้ว่า เออ ลูกฉันจะกินนม ..แล้วก็เดินขึ้นเขากลับบ้านไปเลย พวกพี่ก็ เฮ้ย! เธอ เดี๋ยวก่อนสิ! (หัวเราะ)

มันเป็นการทำงานกับคน การสื่อสารกับคน นอกจากจะต้องทำให้คนเข้าใจแล้วเนี่ย เราจะต้องมีวิธีการ calm down เขา, มีวิธีการ push เขา หรือมีวิธีการต่างๆ ในการเรียนรู้คน
เพราะงั้น พี่แนะนำว่า ใครอยากทำ Casting นี่คือ ต้องใจรักล้วนๆ
สนุก ใจรัก อยากเรียนรู้ เข้ากับคนง่าย นี่คือเบสิค ที่เหลือคือการมาหาประสบการณ์จากการทำงานล้วนๆ และ การรู้จักแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ถามว่า เขาจ้างคุณมาทำอะไรในหนังฝรั่ง พี่ตอบตรงๆเลย “มาแก้ปัญหา” จริงๆ มันคือการแก้ปัญหาล้วนๆ

สัมภาษณ์ : ษมาวีร์ พุ่มม่วง, สุชาติ แสงชู
เรียบเรียง: ษมาวีร์ พุ่มม่วง
ขอบคุณภาพปกจากแอดบี หนังติดมันส์

#Casting #CastingDirector #TheSerpent #FIlm #Production

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *