เจาะงาน Costume Designer แผนกสำคัญในงานภาพยนตร์

สวัสดีค่ะ รบกวนพี่ลุพธ์แนะนำตัวกับชาวเพจวันละภาพของเราค่ะ:

พี่ลุพธ์ : พี่ลุพธ์ นะครับ พี่เป็น คอสตูม ดีไซน์เนอร์ ( costume designer) จริงๆแล้วพี่ทำงานอยู่ที่ลอนดอน อยู่ที่อังกฤษมา 20 ปี แล้วครับ ก็ทำงานด้านภาพยนตร์ เรื่องล่าสุดคือ The Serpent และ เรื่องก่อนหน้านั้นที่หลายๆคนอาจจะรู้จัก พี่เป็น Assistant Costume Designer คือเรื่อง Aladdin (2019) ของ ดิสนีย์ และก็มีเรื่อง Cats The Musical เมื่อปี 2009 ผมเข้าชิงรางวัล Emmy Award ที่อเมริกา กับซีรี่ส์ของ HBO & BBC เรื่อง House of Saddam ซึ่งเราก็ไม่ได้รางวัลหรอกครับ แต่ก็ถือว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้เข้าชิงรางวัลเอมี่ อะวอร์ด ที่อเมริกา และเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ได้กลับมาทำงานที่เมืองไทย กับซีรี่ส์ The Serpent ของ BBC โดยเรื่องนี้ ผมมากับทีมอังกฤษ มาในฐานะของ Crew อังกฤษ ซึ่งก็เป็นโอกาสที่ดี ได้มาร่วมงานกับน้องๆทีมงานคนไทยที่เคยรู้จักกันอีกครั้งหนึ่ง เหมือนได้กลับมาครอบครัวเดิม
โดยพี่จะถูกว่าจ้างตรงโดยทาง BBC ในตำแหน่ง Assistant Costume Designer และพี่เป็นคนเลือก ทีมงานใน ประเทศไทย ที่จะมาร่วมงานกันเกือบทั้งหมด ประมาณ 80% ในส่วนของทีมเสื้อผ้า

แอดติ๊ก : แล้วพี่ไปอยู่ตรงนั้นได้ยังไงคะ? ติ๊กอยากรู้เส้นทางการทำงานของพี่มากเลย

พี่ลุพธ์ : พี่เริ่มงานทำเสื้อผ้าที่ประเทศไทยปี 1999 (ประมาณปี 42-43) ตอนนั้นพี่ทำเรื่องเดียวเอง เห็นภาพยนตร์ของ Hallmark เรื่อง Swiss Family Robinson เซอร์วิสโปรดักชั่นตอนนั้นคือ บริษัท ซานต้า สมัยนั้นเป็น Costume Assistant มาปี 2001 พี่ย้ายไปอังกฤษ ตั้งใจไปต่อปริญญาโท แต่พอไปถึง พี่มีโอกาสได้ไปฝึกงานของ BBC กับ Royal Opera House ที่ London ก็เลยมีคอนเนคชั่นเพิ่มมากขึ้น พี่ก็เริ่มพาตัวเองเข้าไปทำงาน พี่ก็ยังไม่ได้งานภาพยนตร์ ที่เป็น โปรดักชั่นของฮอลลีวู้ดเลยทันที นะตอนนั้น พี่เริ่มด้วยการไปทำงาน TV ก่อน พวก Live Entertainment, Mini Series, Series ต่างๆก่อน


พี่จะอธิบายอย่างนี้ว่า ทีมงานแผนกเสื้อผ้าเนี่ย จริงๆแล้วมันแบ่งโครงสร้างออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือเป็น 2 ทีม มาทำงานร่วมกัน

  1. Costume Design Team คือ ทีมออกแบบ
  2. Supervision Team คือ ทีม บริหาร เป็นทีม Supervise

โดย ทีม Design นี่จะประกอบไปด้วย
Costume Designer,
Assistant Designer ,
Pattern Cutter, Ageing Artist (ทำเก่า)
และ ทีม Buyer ต่างๆ คืออะไรก็ตามที่เกี่ยวกับงานออกแบบทั้งหมด ก็จะเป็นทีมดีไซน์

ส่วนทีม Supervision เนี่ย ก็จะเป็นทีมจัดการ ดูแลเรื่องความต่อเนื่องเสื้อผ้า ดูแลการทำงานในส่วนของการถ่ายทำ ซึ่งฝั่งนี้จะมี Costume Supervisor เป็นหัวหน้าทีม และจะทำงาน Under กับ Costume Designer อีกที

โดยจะมี Costume Supervisor, Costume Assistant, Costume Standby, Costume Crowd Standby, Costume Runners ต่างๆเหล่านี้ เขาก็จะทำงานในส่วนออกกอง หน้างานถ่ายทำ

ตอนที่พี่ไปเริ่มทำงานที่อังกฤษ พี่ก็เริ่มจากงานในส่วนของ Supervision ทีมนี่แหละ แล้วค่อยๆไต่เต้าขึ้นมาเป็น Costume Supervisor แล้วก็ Assistant Designer
และตอนนี้พี่ก็กำลังมาทำ งานนึง ให้ Netflix Original Series ของ สิงคโปร์ ถ่ายทำกันที่ เกาะ Batam ประเทศอินโดนีเซีย เรื่องนี้พี่เป็น Costume Designer

แอดติ๊ก : แล้วทีม Supervision เรื่องนี้พี่ใช้คนอินโดนีเซียเหรอคะ?

พี่ลุพธ์ : ใช้ทีมไทยหมดเลยครับ พี่ขนทีมจากไทยไปทั้งหมด แต่เรื่องนี้ Budget น้อย พี่ก็ต้องตัดตำแหน่ง Supervisor ทิ้ง และ ให้ Assistant Costume Designer ของพี่ ควบตำแหน่ง Supervisor ไปด้วย

แอดติ๊ก : อันนี้ก็จะโครงสร้างคล้ายกับงานในไทยแล้วใช่ไหมคะน้องมายด์

น้องมายด์ : อันนั้น ถ้าเป็นงาน Local คือ หนังไทยเลยนะคะ อย่างแสงกระสือ ทีมมายด์มี 2 คน ตั้งแต่ สตาร์ท หา reference จนถึง Production ออกกองไปเลยทุกอย่าง ทั้งทำเก่า ไปซื้อผ้า หาช่าง ส่งงานให้ช่างตัดเสื้อ ทุกอย่างเลยค่ะ ทำกัน 2 คน

พี่ลุพธ์ : 2 คน? ทำไมโหดอย่างนี้

แอดติ๊ก : เออ มันโหดมากเนอะ หนัง Feature Film ทั้งเรื่องเลยนะ

มายด์ : (ยิ้ม) …
แอดติ๊ก : คือ ที่เราฟังพี่ลุพธ์เล่ามา งานแผนกเสื้อผ้าของงานสากล มันเป็น “Department” ไง เพราะแผนกเสื้อผ้าเอาจริงๆแล้วมันก็เป็นแผนกที่ใหญ่มากแผนกหนึ่งของหนัง มันมีความเป็นกองทัพอะ

พี่ลุพธ์ : ใช่ อย่างเรื่อง The Serpent เรามีคนทำงานด้วยกันทั้งหมด 30 คน นะครับ หรือ อย่างเรื่อง Aladdin ที่เพิ่งทำ ทีม Costume ของพี่ มีประมาณ 100 คน

แอดติ๊ก : คือ แอดเองก็เข้าใจงาน Local นะคะ เพราะแอดนี่ก็เริ่มมาจากเป็นคนทำหนังไทย 10 ปี ก่อนมาทำงานต่างประเทศ สมัยเราเด็กๆทีมเสื้อผ้ากองหนังจะมีประมาณ 3-4 คน พอมาฟังจากน้องมายด์ตอนนี้เหมือนมันถูกลดลงไปอีก
โอเคมันก็อาจจะตอบโจทย์ของยุคนี้ในเรื่องของเสกลงาน และ งบประมาณ ที่จำกัด
แต่น่าเห็นใจทั้ง โปรดิวเซอร์ และทีมงานมากๆ ที่เขาต้องปรับคนลดลง เพื่อให้ทำงานกันไปให้ได้
สตูดิโอ/นายทุน และคนดูบ้านเราเอง ก็ไม่เคยได้รู้หรือเปล่า
ว่าจริงๆแล้วองค์ประกอบของทีมงานเสื้อผ้านั้นควรมีการแบ่งงานกันยังไง
และควรมีคนทำงานในส่วนไหนแยกย่อยกันไปบ้าง?

พี่ลุพธ์ : คือ อย่างพี่ทำงานในส่วนของ Designer เนี่ย พี่ก็ไม่จำเป็นจะต้องไปออกกองทุกวัน พี่จะไปเฉพาะวันที่มี Establish เสื้อผ้า ก็คือ วันที่มีนักแสดงตัวใหม่ หรือ มีการแต่งเสื้อผ้าชุดใหม่ในเรื่องขึ้นมา พี่ก็จะเข้าไปดูแล ปรับตรงนั้นตรงนี้ จนเห็นว่า โอเค มันดูดีแล้ว ตรงตามที่พี่ต้องการทุกอย่างแล้ว ก็จะออกจากหน้ากอง มาเพื่อเตรียมงานวันต่อไป หรือ ของ Section ต่อไป ปล่อยให้ ทีมงาน Stand By รับช่วงอยู่ดูแลต่อที่หน้างาน ปกติก็จะมี 2-3 คน คอยทำหน้าที่ดูแลเครื่องแต่งกายที่หน้ากอง ให้นักแสดงโดยเฉพาะ

แอดบอล : ผมอยากให้พี่ลุพธ์ช่วยเล่าขั้นตอนการทำงานของ Costume Designer เอาแบบสมมติคนที่ไม่เคยมีพื้นฐานรู้เรื่องการทำงานนี้มาเลยนะครับ

พี่ลุพธ์ : ได้ครับ ขั้นแรก สำคัญที่สุด หัวใจของงานภาพยนตร์ คือ Script (บทภาพยนตร์)
เราต้องอ่านบทก่อน จากนั้นเราก็มาทำ เบรคดาวน์ (Breakdown) แตกจากบท

อันนี้คือ โปรแกรม ชื่อว่า Costume Plot Pro จะเป็น โปรแกรมที่เค้าใช้กันในอังกฤษ และ อเมริกา จริงๆ ทั่วโลกเขาใช้อันนี้กัน จะเป็น Costume Breaking Down Program อย่าง The Serpent เนีย พอเราอ่านบทแล้ว เราก็จะมานั่งแตกรายละเอียดกรองลงในโปรแกรม อย่างเช่น The Serpent เนี่ย Episode 1, มันเป็นซีนภายใน (Interior), โลเคชั่นคือที่ไหน แล้วมันมี Description ของซีนว่ายังไง? , ในแต่ละซีน มีนักแสดงคนไหนบ้าง?, แต่ละคนใส่ชุดอะไร? มี Extras กี่คน? ใครบ้าง? ใส่เสื้อผ้ายังไง?
โปรแกรมนี้ก็จะบอกหมดเลย เวลาที่พี่ทำ พี่ก็จะทำ Color Code เอาไว้ โดยแต่ละคาแรคเตอร์ ก็โค้ดใช้สีต่างกัน

ทีนี้เราก็จะได้เป็นเอกสารมาตัวหนึ่ง ชื่อว่า “Costume Change”
ซึ่งจะใช้เป็น Bible ในการทำงานของแผนก มันจะไว้สำหรับดูรายละเอียดความต่อเนื่อง (Continuity) ด้วย

แอดติ๊ก : งานเอกสารเหล่านี้จริงๆน่าจะมีสอนในมหาวิทยาลัยด้วยเนอะ

พี่ลุพธ์ : มันก็อาจจะลำบากนิดนึง เพราะพวกนี้มันต้องซื้อ ราคาประมาณ โปรแกรมละ 350 USD (หมื่นกว่าบาท) ซึ่ง ด้วยฐานข้อมูลเดียวกันที่เราคีย์ ลงไปเนี่ย เราก็จะดึงเอามาเป็นแกนหลัก ที่ราจะทำงานต่อในขั้นตอนการ Research และ การทำ Budget ได้ด้วย

พี่ลุพธ์: ใน The Serpent มันก็จะค่อนข้างซับซ้อนหน่อย เพราะเรื่องราวมันเริ่มตั้งแต่ปี 1960 ในปารีส แล้วก็ไปจบใน กาฐมาณฑุ ในปี 2003 แต่ว่า เนื้อเรื่องทั้งหมดประมาณ 80% จะอยู่ที่กรุงเทพ ช่วงปี 1970


ซึ่ง พอเราทำ Mood Board เราก็จะมาทำ Fitting (ให้นักแสดงลองชุด) ทั้งเสื้อผ้า และ Acceseries กระเป๋า รองเท้า คือไม่ใช่แค่ทำของตัวแสดงหลักน่ะ เราต้องทำของนักแสดงสมบทด้วย ทั้งหมด

แอดติ๊ก : ซึ่งพอเป็นหนังนี่เรา ทำ Fitting ทุกซีนหรือเปล่าคะพี่?

พี่ลุพธ์ : ฟิต ทุก สตอรี่เดย์ Story Day

แอดติ๊ก : เอ้อ คำถามที่มีคนถามมาเยอะมาก ว่า “แว่นตา, กระเป๋า, รองเท้า” เนี่ย เป็นความรับผิดชอบของทีมเสื้อผ้า หรือ ทีม Props อะคะพี่?

พี่ลุพธ์: ของเสื้อผ้าสิครับ อะไรก็ตามที่นักแสดงถือ นักแสดงใช้ เป็นส่วนประกอบของการแต่งกาย อันนี้เป็นงานของแผนกเสื้อผ้า แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตาม มันมีการถูกใช้ในเรื่องแบบที่ไม่ได้เกี่ยวกับการแต่งกาย อันนั้นก็จะเป็นงานของแผนก Props (อุปกรณ์ประกอบฉาก) เช่น สมมติ ในเรื่องมีสร้อยคอ มีจี้ อันนี้เป็นสร้อย คาแรคเตอร์ เป็นงานเสื้อผ้า แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่มันมีฟังก์ชั่นอื่น อย่างเช่น เป็นสร้อยคอ ที่ห้อยจี้เป็นกุญแจ เมื่อเอาไปเปิดกล่องอะไรซักอย่าง อันนี้ก็จะเป็นงานรับผิดชอบของ Props ทันที

แอดบอล: แล้วในงานไทยล่ะครับมายด์?

มายด์ : จริงๆแล้วคล้ายกันนะคะ มายด์จะไม่ค่อยปล่อยให้ตัวแสดงที่เราคิดลุคมาแล้ว ไปหิ้ว Accesories คนอื่นค่ะ เราก็จะคิดตั้งแต่ต้น จนจบ เหมือนที่พี่ลุพธ์พูดค่ะ ว่า ถ้ามันไม่ได้มี ฟังก์ชั่นพิเศษอะไร เราก็จะจัดหาหมดเลย

แอดติ๊ก : คือ ในฐานะที่เราไม่ได้เป็นคนทำเสื้อผ้าอ่ะนะ เราเคยเจอกองที่เกี่ยงกัน ว่ามันเป็นความรับผิดชอบของใคร เพราะดิชั้นบางทีเป็น คอนทินิวไง ดิชั้นก็ต้องจิกทวง ว่า ซีนนี้มันต้องมีกระเป๋านะ เดี๋ยวมันจะเห็นต่อๆไปในซีนต่อไป แล้วทางเสื้อผ้าก็โยนให้ Props ทาง Props ก็โยนให้เสื้อผ้า สรุปว่าไม่ได้มีใครเตรียมมา อะไรแบบนี้ แต่พอเป็นทีม Professional แบบ 2 ท่านนี้ เขาก็จะรู้ ว่ามันเป็นงานของเขา

พี่ลุพธ์ : แต่จริงๆนะ เราอ่ะ จะต้อง Provide ทั้งหมด เพราะมันเป็น Look ตั้งแต่เสื้อผ้า เครื่องประดับทุกอย่าง จนถึงรองเท้า

อย่างเรื่องนี้เนี่ย ขนของ Vintage มาจาก London ประมาณ 30% นอกนั้นก็มาซื้อที่นี่ ซื้อที่ร้านขายของเก่า ร้านมือสอง พี่มีไปที่โรงเกลือ ที่สระแก้ว แล้ว พี่ก็ไปแฮ้บปี้แลนด์ด้วยนะน้องมายด์ เสื้อผ้า ปี 1960 พี่หามาจาก แฮ้บปี้แลนด์ ทั้งหมด มันมีฉากนึง เป็นฉากกินข้าวกันที่ปารีส เป็นร้านอาหารหรูหรา และเป็นฤดูหนาว ในปารีส … เสื้อผ้าทั้งหมดในนั้นมาจากแฮ้บปี้แลนด์หมดเลย (หัวเราะ)

ซึ่งตรงนี้ ถ้าเรารู้ ซีลูเอ็ท (Silhouette) ยังไงเราก็สามารถจะหาได้

แอดติ๊ก : Silhouette คืออะไรคะพี่ลุพธ์? ฟังดูเป็นศัพท์เฉพาะมากเลย

พี่ลุพธ์ : Silhouette คือ โครงร่างเงา คือ โครง ร่าง เงา ของยุค อะไรแบบนี้ครับ เราจะดูหมดตั้งแต่ แว่นตา นาฬิกา รองเท้า เราซื้อในเมืองไทยทั้งหมด ซื้อจากสำเพ็ง ซื้อจากตลาดของเก่า ซื้อแบบโบราณ ซึ่งบ้านเราก็ยังมีขาย อย่างแว่นตาก็จะมีร้านโบราณอยู่แถวๆสีลม โดยเรามีแกงค์ Buyer ซึ่งจะเก่งเฉพาะทางในการซื้อของ หาของ และ ตัวพี่ ก็จะไปช่วยกันดู

อย่างอันนี้เป็น Reference กรุงเทพ คือ ถึงแม้ว่า ซีรี่ส์เรื่องนี้เนี่ยจะเป็นช่วงปี 1970 แต่ตัวพี่ set ลุคให้มันดูเป็น 1950-60 เพื่อให้มันมี Base ของความเป็น Vintage กรุงเทพฯ อยู่ชัด แล้วก็สอดแทรกความเป็น 1970 ความเป็นฮิปปี้ เข้าไปในตัวละครหลัก

เวลาเราทำภาพยนตร์เนี่ย เราจะต้องรู้จัก และทำ Base Design ก่อน เวลาเราทำเสื้อผ้ายุค 70’s เนี่ย พี่จะใช้ Base ของ ยุค 50’s เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนตอนนั้น 100% จะใส่เสื้อผ้าของยุค 70 หรอก จะต้องมีบางคนที่ใส่เสื้อผ้าเป็นยุคเก่าๆกว่านั้นปนมาอยู่แล้ว
อย่างคนแก่ๆก็จะใส่เสื้อผ้ายุคเก่าก่อน คนหนุ่ม -สาว ถึงจะใส้อะไรที่มันเป็นปัจจุบันของยุคนั้น เหล่านี้จะทำให้งานดีไซน์โดยรวมดูมีเลเยอร์ (Layers) ขึ้นมา และดูสวย และ สมจริงมากขึ้น

เสื้อผ้า 70’s ผู้หญิงเนี่ย มันจะเหมือนกับยุค 1940 เพราะตอนนั้นมันเหมือนกับเป็นการเอาแฟชั่นยุค 1940 กลับเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง ฉะนั้น ถ้าเราเข้าใจเสื้อผ้าของ 1940 ปุ๊บเนี่ย เราจะเข้าใจเสื้อผ้าของ 1970


เสื้อผู้ชายก็จะเป็นเสื้อแบบปกอ่อน กางเกงก็จะเป็นแบบ พลีทเดียว เสื้อผ้าผู้หญิงก็จะเป็นเสื้อผ้าทรงโบราณๆ แต่ คนที่เป็นนักท่องเที่ยว หรือ เป็นวัยรุ่นหน่อย พี่ก็จะจัดให้ใส่เสื้อผ้าแบบเซเว่นตี้ (70’s) คือเป็นกางเกงขาบาน เสื้อคอบานๆหน่อย พี่ค่อนข้างจะต้องแม่นเรื่องประวัติศาสตร์เสื้อผ้า เพราะจริงๆแล้วพี่เป็นอาจารย์พิเศษ สอนวิชาประวัติศาสตร์แฟชั่นตะวันตก อยู่ที่ จุฬา, ธรรมศาสตร์, มศว. พี่สอนตั้งแต่ แฟชั่นสมัย Baroque มาจนถึง ปัจจุบัน

งานเสื้อผ้า สำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทยนี่ดีมาก เพราะที่นี่ยังมีของที่เป็นของเก่าในยุคโบราณต่างๆอยู่ อย่างพี่ไปสำเพ็ง พี่ก็ยังสามารถหาซื้อ ชุดชั้นในแบบโบราณได้ เวลาที่พี่ทำเสื้อผ้านะ พี่จะคิดถึงชุดชั้นในก่อน พี่จะเอา Silhouette ให้ถูกก่อน
พอโครง-ร่าง-เงา ข้างในเราถูกปุ๊บ ข้างนอกก็ถูกต้อง

มายด์ : ตอนแสงกระสือหนูก็ฟิตชุดชั้นในที่คิดว่าถูกต้องจริงๆ แล้วค่อยให้ใส่เสื้อ แต่ผู้กำกับมักจะรู้สึกอยากข้ามเรื่องนี้ไป (หัวเราะ) แต่ว่าเราจะรู้ของเราภายในแผนกกัน ว่ามันมีรายละเอียดตรงนี้

พี่ลุพธ์ : สำหรับงาน The Serpent นี้ เสื้อผ้าทั้งหมดที่เป็น “กรุงเทพ” จะเป็นการตัดเย็บที่นี่ ผ้าไหมก็เป็นไหมจริง แล้วเอามาทำเก่ากัน หรือ อย่างเสื้อผู้ชาย ก็จะเป็นผ้า ที่เขาเรียกว่า ชีส คลอท
(Cheese Cloth) ซึ่งจะเป็นผ้าฝ้ายที่ทอตาห่างๆหน่อยนึง และก็อีกอย่างคือ ผ้าขนหนู ยุคนั้นนิยมมาทำเป็นเสื้อยืด เสื้อเชิ้ต อะไรอย่างนี้ครับ จะได้ฟีลความเป็น 1970 และ มี โพลีเยสเตอร์ เยอะๆหน่อย เมื่อเราเข้าใจ Fashion History (ประวัติศาสตร์ แฟชั่น) สมัยนั้น เราก็จะออกแบบได้อย่างถูกต้อง สีที่พี่ใช้ ก็จะเป็นสีตุ่นๆ เป็น เอริ์ธโทน สีที่เป็นโทนน้ำตาล พี่จะไม่ค่อยใว้สีฉูดฉาดเท่าไหร่ หรือ ถึงจะมีใช้สีแดง สีส้ม ก็จะไปเบรคดาวน์ลงมาให้สีมันตุ่นๆ

แอดติ๊ก : เออ เราเห็น พี่ลุพธ์ กับ น้องมายด์ มีความเหมือนกัน ตรงที่ชอบย้อมผ้า

มายด์ : มันต้องย้อมค่ะพี่ 555 ไม่ได้ชอบนะ แต่มันต้อง

พี่ลุพธ์ : อย่างในเรื่องนี้มีพระ เราก็ต้องอธิบายทีมงานฝรั่งให้เข้าใจด้วยว่า ในประเทศเรามี ธรรมยุตินิกาย กับ มหานิกาย เราต้องเป็นคนให้ข้อมูลเกี่ยวกับ Cutural Context เช่น การใส่จี้พระ, หรือ เด็กๆ วัยรุ่นไปโรงเรียน รามี Uniform ต่างๆ ชุดนักเรียน ชุดนักศึกษา เป็นต้น อย่างฉากเล่นเทนนิส เราก็ทำรีเสริ์ช และตัดชุดทั้งหมด

เวลาที่มี่ทำรีเสริ์ชเนี่ย พี่จะเข้าไปที่หอสมุดแห่งชาติ เขาจะมีห้องแมกกาซีนโดยเฉพาะ รู้สึกว่าจะเป็นที่ชั้น 4 เราไปขอดูได้หมดเลย ทั้งหนังสือพิมพ์ และ แมกกาซีน พี่ก็เข้าไปถ่ายรูปมาหมดเลย


เพราะเวลาเราหาภาพจากอินเตอร์เน็ตเนี่ย บางทีเราไม่รู้หรอกว่ามันเป็นปี พ.ศ.ไหน
อย่างงานนี้เขาจ้างพีที่อังกฤษ ให้บินมากรุงเทพ เพื่อทำรีเสริ์ช (research) ต่างหาก ก่อนเปิดโปรเจค 2 อาทิตย์ คือ เป็น Extra Pre-Production แล้วจึงเริ่มงาน Pre-Production อีก 2 เดือน ก่อนถ่ายทำ แต่เอาจริงๆมันก็ทีส่วนที่ Prep ไปด้วย ถ่ายไปด้วย ก็ตีซะว่า กินเวลาประมาณ 6-7 เดือนในการทำงาน
อย่างอันนี้เป็น ซีน สนามบิน, อันนี้เป็นซีนที่เนปาล เมือง กาฐมาณฑุ
ต่อมาคือ Crowd (Extras มวลหมู่)

แอดติ๊ก : อย่างหนังไทยให้เวลา Prep กี่เดือนคะน้องมายด์

น้องมายด์ : 2 เดือนค่ะ

พี่ลุพธ์ : ก็ได้อยู่นะ

แอดติ๊ก : แต่คน 2 คน ..

พี่ลุพธ์ : ทีนี้ พูดถึงค่าตอบแทนในงานหนังต่างประเทศ มันก็ดี คืออย่างพี่ได้เงินเดือนเป็นเงินเดือนอังกฤษ แต่จริงๆแล้วเค้าได้คุ้มมากกว่าที่จ่าย คือ เขาใช้พี่ เท่ากับเขาได้คน 2 คน คือ เหมือนเขาได้คนอังกฤษคนนึง และก็ได้คนไทยอีกคนนึง (ความจริงควรได้เงินเดือน 2 เท่าด้วยซ้ำ) จริงไหมล่ะ? เพราะเขาจ้างเรามาเมืองไทย เรามาในฐานะ English Crew แต่เมื่อเรามาถึง เขาไม่ต้องมาวุ่นวายจ้างคนแปลภาษา หรือผู้ช่วยไทยส่วนตัวให้อีกคน คือมีพี่คนเดียว จบแล้ว อะไรแบบนี้
ความจริงเราต้องได้เงินสองเท่าด้วยซ้ำ แต่ไม่เป็นไร เราก็ถือว่า เราทำงานด้วยความรัก (หัวเราะ)

แอดติ๊ก : โอเค งั้นขอให้พี่ลุพธ์ช่วยสรุป Process การทำงานของทีมเสื้อผ้าให้อีกทีค่ะ

พี่ลุพธ์ : ก็คือ

  1. อ่านบท –>
  2. ทำเบรคดาวน์ –>
  3. ทำ รีเสริ์ช –>
  4. ทำ Budget (เพราะมันจะ base on เบรคดาวน์ และ research ว่ามันต้องใช้ชุดอะไรบ้าง มี double กี่ชุด เสื้อผ้าแต่ละชุดแพงมั๊ย) –>
  5. ทำการ Crewing (จ้างทีมงาน) –>
  6. ทำ Budget ทีมงาน –>
  7. Pre-Production (มีการซื้อ มีการ สไตล์ลิ่ง มีการตัดเย็บ มีการย้อม มีการทำเก่า) –>
  8. การถ่ายทำ –>
  9. ถ่ายทำเสร็จแล้วก็มีการ Wrap งานเสื้อผ้า –>
  10. ขั้นตอนการ Wrap Budget –>
  11. Wrap งานเอากสารทั้งหมด รวมถึง Continuity ของทีมเสื้อผ้า ให้กับ Network
    (กรณีมี reshoot หรือ ทำ episode ต่อไป)

แล้วก็เสร็จงานครับ

แอดติ๊ก : ซึ่งเหมือนกันกับงาน local ไหมคะน้องมายด์

มายด์ : คล้ายๆกันค่ะ แต่ ดีเทลงาน Local อาจจะน้อยกว่า ในแง่ของเอกสารต่างๆที่เราต้องส่งตอน Wrap อย่างเช่น เอกสาร คอนทินิว ( Costume Continuity ) เราเหมือนไม่ต้องส่งให้ใคร แต่ ตรง Wrap ของ คล้ายๆกัน

พี่ลุพธ์ : ของพี่ต้องส่งสตูดิโอด้วย ส่งเป็น 2 แบบ คือ ส่งเป็น Hard Copy ( เป็น กระดาษ A4 ที่เรา Print ออกมาใช้งานทุกวัน) และ ส่งแบบ Digital Copy (เป็น File PDF) ให้เขาด้วย

แอดติ๊ก : นั่นหมายความว่า งานเอกสาร ก็เป็นงานสำคัญอีกหนึ่งอย่าง ในการทำงานหนังต่างประเทศ เนอะ เพราะมันเป็น Requirement ของทางสตูดิโอเลย

พี่ลุพธ์ : ใช่ครับ ซึ่งตรงนี้จะเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบสำคัญ ของคนที่ทำ Standby on set ที่อยู่หน้ากอง เขาต้องรับผิดชอบ ถ่ายรูป และ ประกอบร่างเอกสารพวกนี้ในแต่ละวัน
พี่เนี่ยจะมี Copy ของพี่ เป็น Design Bible ที่ลงรายละเอียดไว้ประมาณหนึ่งแล้ว
และ น้องๆเขาก็จะทำ Copy ของเขา เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงที่หน้างาน ลงรายละเอียดเป็น Continuity ว่าตอนถ่าย เสื้อติดกระดุมพี่เม็ด, พับแขนขึ้นกี่ทบ, มีเปื้อนเลือดมั๊ย ที่ต้องอัพเดท real time อะไรแบบนี้ เป็นต้น

แอดติ๊ก : อย่างเรื่องนี้ พี่ลุพธ์เคยเล่าว่า มีการเปลี่ยน Costume Designer ฝรั่ง ถึง 3 คน?

พี่ลุพธ์ : ใช่ครับ คนแรกมาตอน Prep แล้วเหมือนเขาจะได้งานใหม่ที่ดีกว่า เขาก็เลยไป, อีกคนหนึ่งมาทำงานได้ครึ่งเดียว ก็ต้องโดนส่งกลับอังกฤษด้วยเรื่องส่วนตัว และ คนที่ 3 ก็มาทำตอนช่วงปลายๆเรื่องแล้ว เขาไม่ยอมโปรโมทพี่ขึ้นเป็น Costume Designer เนอะ โกร๊ธ โกรธ (หัวเราะ)

แอดติ๊ก : เออ ทำไมล่ะคะ พี่ก็อยู่มาแต่แรก ทำไมต้องเอาหัวหน้ามาเปลี่ยน?

พี่ลุพธ์ : ก็อายุพี่ยังไม่ Senior พอ พี่อายุแค่ 44 โดยมาก หัวหน้าดีไซน์เนอร์ที่มาก็อายุ 50 กันแล้ว ที่อังกฤษ ความเป็น Seniority มันสูงมาก อายุพี่นี่ยังเป็นแค่ Assistant Designer อยู่นะ ที่อังกฤษน่ะ เพิ่งได้เริ่มมาจับงาน Costume Designer จริงๆ ก็ตอนอายุ 40 แล้วนะ

แอดติ๊ก : ซึ่งสังคมการทำงานที่นั่นเป็นแบบนี้เหรอคะ? ติ๊กเห็น ดีไซน์เนอร์ เรื่อง Bridgerton อายุ 70 แล้ว ยังทำงานอยู่เลย

พี่ลุพธ์ : ช่ายยยย ที่อังกฤษเป็นแบบนี้ ทีมงานดีไซน์เนอร์จะเป็นทีมงานที่เป็น Senior มากๆ

แอดติ๊ก: มันเหมือนอุตสาหกรรมบ้านเขา มีระบบการทำงานที่รองรับคนทำงานในระยะยาวเนอะ คือ

  1. ใช้คนเยอะ และ 2. ใชัคนทำงานได้จนถึงอายุเยอะ

พี่ลุพธ์ : อีกอย่างหนึ่ง มันเป็นการให้เกียรติ ให้ความสำคัญกับคนทำงานด้านนี้ด้วยแหละ
ที่อังกฤษนะ คนที่ทำงานด้าน การแต่งหน้า, ทำผม, ทำเสื้อผ้า นี่เขาถือเป็นคนทำงานศิลปะ
ฉะนั้น เขาให้เกียรติคนที่ทำงานดีไซน์มาก เขาถือว่าเป็นตำแหน่งงานที่มีค่า
งานแขนงนี้ที่นู่นจะมี Budget ก้อนใหญ่ มีทีมงานให้เต็มที่ แล้วเราจะได้เรียนรู้วิธีการทำงานอย่างเป็นระบบขึ้นมา
อย่างพี่อยู่อังกฤษมา 20 ปี พี่ก็ได้เรียนรู้วิธีการทำงานอย่างเป็นระบบ
ตอนนี้จะโยนให้ไปทำตรงไหน ก็ทำได้หมด
อยู่นู่นพี่มีพาสปอร์ทอังกฤษ เขาก็ทรีตพี่เป็น Crew อังกฤษ ใช้พาสปอร์ทอังกฤษทำงาน
อีกอย่างหนึ่ง เรื่องภาษาก็สำคัญ ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องภาษาก็ทำงานได้

อยู่ที่อังกฤษมันดีอย่างนึง เขาไม่เคยแยกว่าเราเป็น Crew อังกฤษ หรือว่าเป็น Crew ต่างชาตินะ
คือถ้าเราทำงานได้ เราก็ถือเป็น Crew ใน Industries ที่อังกฤษนะ โดยเฉพาะ Costume Department เนี่ย
มี คนอิตตาเลี่ยน มี คนฝรั่งเศส มีคนสเปนิช มีคนไทย มีคนอังกฤษ มีหลากหลายชาติมาก ทำงานร่วมกันได้หมด

แอดติ๊ก : มีเอเชียเยอะมั๊ยพี่?

พี่ลุพธ์ : มีพี่คนเดียว (หัวเราะ) พี่ต้องแข่งขันกับ Crew ชาติอื่นหนักหน่วงจริงๆติ๊ก อย่างเรื่องแรกคือเรื่องประวัติศาสตร์ แฟชั่นของฝั่งตะวันตก เราก็ต้องศึกษาเพิ่มเองมากกว่าพวกเขา
ช่วงแรกที่พี่ไปทำ พี่ทำตำแหน่งเล็กๆมากเลยนะ พี่ทำตำแหน่ง แต่งตัวให้กับ Extras
พอไปทำหนัง พีเรียด (period) พี่ก็ได้เรียนรู้การแต่งตัวยุคต่างๆ เพราะมันจะมีภาพ ฟิตติ้งมาให้ เราต้องแต่งตัวคนต่างๆให้เหมือนตามภาพ พี่ก็เริ่มได้เรียนรู้วิธีมัดโบว์, วิธีใส่เสื้อผ้า,
พี่ก็ได้เรียนรู้ว่า อ๋อ เสื้อตัวนี้ มันต้องผสมกับอันนี้ เสื้อตัวนี้มันต้องใส่แบบนี้ เป็นการเรียนรู้วิธีการทำ สไตล์ลิ่งไปในตัว พี่เริ่มตั้งแต่พี่อายุ 20 กว่าๆ แล้วเราก็ค่อยๆโตขึ้นมาเรื่อยๆ
พี่ใช้เวลา 20 ปี น่ะ กว่าจะมาถึงจุดนี้

แอดบอล : ผมสงสัยนิดนึงครับ อย่าง The Serpent นี่มี Designer 3 คน แล้วเขาแบ่งงานรับไม้รับช่วงต่อกันยังไงครับ

พี่ลุพธ์ : ก็คือ ใช้พี่เป็นตัวกลาง และ หรือ เรื่องนี้จะแบ่งเป็น 2 Blocks, Block ที่หนึ่ง คือ EP. 1-4 ก็จะใช้ Designer คนนึง Block ที่ 2 คือ EP.4-8 ก็จะใช้ดีไซน์เนอร์อีกคนนึง นี่คือวิธีดีลที่จะทำให้ไม่ตีกันตอนทำงาน

มายด์ : มายด์เคยเจอ ยกตัวอย่างในงานไทย เป็นงานโฆษณาค่ะ สมมติว่างานมี 10 บอร์ด แล้วมายด์ทำคนเดียวไม่ไหว มันเยอะมาก มายด์ขอเค้าว่า ขอให้มายด์ทำ 5 บอร์ด แล้วแบ่งให้มีดีไซน์เนอร์อีกคน มาช่วยทำอีก 5 บอร์ดได้ไหม?
แล้วผู้กำกับบอกว่า อยากให้เป็นคนเดียวทำ จะได้คุมลุคได้

พี่ลุพธ์ : งั้นก็อาจจะต้องใช้วิธีแบ่งกันตามคาแรคเตอร์ คือ ตัวไหนที่ Establish ไปแล้ว ก็ให้คนนึงทำไปตั้งแต่ต้นจนจบเลย แล้วถ้าจะแบ่งก็แบ่งกันตามคาแรคเตอร์
ถ้าเป็นงานซีรี่ส์ เวลาขึ้น EP. ใหม่ มันก็จะมีคาแรคเตอร์ใหม่โผล่ขึ้นมา
ก็ให้ดีไซน์เนอร์คนใหม่ ดูคนนั้น ก็จะได้คุมลุคกันไป
แต่ด้วยความเป็นองค์รวมทั้งหมดของเรื่องเนี่ย เราก็จะมี Mood Board เป็นตัวคุมโทน เป็นแนวทางให้เราทำงานตามทั้งหมดอยู่แล้ว ทุกคนก็ยึดตัวนี้ มาประชุมทำงานร่วมกัน งานก็จะไม่หลุดกันไปมาก

อย่างใน The Serpent นี่ค่อนข้างจะซับซ้อนมาก ผู้กำกับ 2 คน, เรื่องราวสลับไปสลับมา,
มีทั้งหมดเกือบ 500 changes. คิดดูว่า 500 Costume Changes นะ
ทั้งเรื่องนี่ Principals (ชุดนักแสดงหลัก) มีประมาณ 500 ชุด
ถ้าจะนับชุด Extras ก็อีกประมาณ 4,000 – 5,000 ชุดน่ะ นี่ยังไม่ได้นับ Accesories อีกนะ รองเท้า หมวก ใดๆ

แอดติ๊ก : มีชาวเพจฝากถามมาเรื่องยี่ห้อแว่นกันแดด แว่นตา นาฬิกา กระเป๋า หมวก

พี่ลุพธ์ : ไม่มีแบรนด์เลย พี่พยายามไม่ให้มีแบรนด์ เพราะเวลาเราทำภาพยนตร์ เราจะไม่ให้มีแบรนด์ (Brand) เพราะว่า 1. เราจะไม่ทำโฆษณาให้ฟรี และ 2. มันเป็นเรื่องของ Product Placement (การขอสปอนเซอร์สนับสนุน) พี่จะไม่ให้ใช้ เพราะเดี๋ยวจะมีการฟ้องร้องมาทีหลังอีก

มายด์ : ใช่ๆ ที่ทำหนังเรื่องล่าสุด ฝ่ายกฏหมายก็มี Concern เรื่องนี้เยอะมากค่ะ คือห้ามมีแบรนด์สินค้า
หรือ ห้ามมีโลโก้ของสินค้าใดๆเลย หรือ ถึงแม้เสื้อที่ไม่มีโลโก้ แต่ดูว่ามันชัดว่าเป็นแบรนด์นี้
เขาก็ไม่ให้ใช้ค่ะ มันเป็นเรื่องกฏหมายลิขสิทธิ์

แอดติ๊ก : เวลา 1 ชั่วโมงที่เราคุยกัน ผ่านไปอย่างรวดเร็ว สุดท้ายอยากให้พี่ลุพธ์ และ น้องมายด์ฝากอะไรกับชาวเพจที่สนใจงานแผนกเสื้อผ้าหน่อยค่ะ

พี่ลุพธ์ : พี่ก็อยากจะฝากบอกกับน้องๆ ที่สนใจอยากทำงานเสื้อผ้าที่เป็นงานกองถ่ายระดับสากล
ก็คงต้องเริ่มจากการทำงานที่เมืองไทยก่อน เข้าไปฝึกงาน เข้าไปทำงานตำแหน่งเล็กๆก่อนก็ได้ จากนั้นก็อาจจะเป็นบริษัทภาพยนตร์ที่ทำให้กับโปรดักชั่นต่างประเทศ แล้วค่อยๆเติบโตหาคอนเนคชั่นไป
สกิล (Skill) ที่สำคัญที่สุดคือ สกิลการใช้ภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ

มายด์ : มายด์อยากฝากนิดนึงค่ะ ว่าจริงๆงานหนังไทยก็ไม่ได้เลวร้าย เพียงแต่ งานศิลปะที่เมืองไทย คนยังไม่ค่อยเข้าถึง กันในระดับที่จะเข้าใจได้ว่า ทำไมเราถึงจำเป็นต้องมี Costume Designer ตอนที่มายด์อายุน้อยกว่านี้ เขาก็จะปฏิบัติต่อเราเหมือนเราไม่ค่อยสำคัญ แต่เราก็สู้นะ
ว่า เฮ้ย อันนี้ ตรงนี้ ต้องทำนะ ทำแล้วมันได้อะไร จน เราว่า ปัจจุบันนี้ เราก็โชคดี ที่ได้ทำกับผู้กำกับที่เปิดใจ เขาฟัง เขายอมรับความคิดของเรา ทุกอย่างเราแชร์ได้ วงการบ้านเราตอนนี้ ค่อนข้างจะเปิดขึ้น ค่อนข้างจะเปิดโอกาสให้เราได้เห็นศิลปะในงานภาพยนตร์

แอดติ๊ก : เออ จริง เหมือนฟังจากพี่ลุพธ์ คือ ต่างประเทศเขาให้ความสำคัญ และให้เกียรติ คนทำอาชีพ Artist มากเนอะ และเมืองไทยตอนนี้ก็กำลังค่อยๆเปิด

มายด์ : ใช่พี่ ตอนนี้เหมือนเขากำลังเริ่มๆยอมรับ และ เข้าใจ ว่าทำไมมันต้องมีการดีไซน์เกิดขึ้นในสิ่งนี้ค่ะ

แอดบอล : ผมขอถามมายด์อีกนิดครับ พอมาฟังจากพี่ลุพธ์แล้ว แล้วมามองการทำงานในวงการของไทย มายด์รู้สึกว่าอะไรที่มันยังขาดไปบ้าง?

มายด์ : จริงๆแล้วเราสามารถทำได้เหมือนกับอุตสาหกรรมหนังสตูดิโอใหญ่ๆเลยค่ะ
เราสามารถทำให้มันเป็น Department ได้ ถ้าหาก “งานดีไซน์” ถูกมองเห็น และมีความสำคัญขึ้นมา
แต่ว่าตอนนี้ มันยังไม่ได้ถูกให้ความสำคัญมากพอ เรายังติดกับคำว่า “เสื้อผ้าเราใส่อะไรก็ได้”

หมายถึงว่า ความเข้าใจในความสำคัญ ว่า ทำไมต้องใส่เสื้อปกนี้? ทำไมต้องทำผมทรงนี้? ในเมืองไทยยังน้อยมากๆเลยค่ะ แทบไม่ค่อยมีคนมองว่า ทำไมจะต้องใส่มันเข้าไปในหนัง
งานของเรา จึงยังไม่ถูกให้ความสำคัญ มันเลยยังไม่เกิด Department แบบนี้
แต่ถ้าวันหนึ่ง คนเรื่มให้ความสำคัญเรื่องนี้มากขึ้น
มายด์ว่า งานบ้านเราก็จะเป็น Department แบบที่พี่ลุพธ์ทำได้ค่ะ
คือ ตอนนี้เราก็มี Designer ที่คิดงาน, เรามีคนทำเก่า, เรามีคนทำคอนทินิวในแผนกของเราเอง
ซึ่งปัจจุบันนี้ เราทำกัน 2 คน …

แอดติ๊ก : เห็นด้วยค่ะ เรื่องนี้แอดคิดว่าเราต้องช่วยกันบอกเล่า เผยแพร่ข้อมูล รายละเอียด และความสำคัญในงานของเราออกสู่สังคมเป็นวงกว้าง ก่อนหน้านี้เราอาจจะรู้และเข้าใจกันเองในกลุ่มคนทำงาน แต่ การสื่อสารกับสังคม คนดู และนายทุน แอดว่าก็สำคัญ

แอดบอล : งั้นสุดท้ายอยากถามพี่ลุพธ์สรุปให้หน่อยครับว่า ในอนาคตอยากเห็นงาน Film Crew แผนกเสื้อผ้าของเราก้าวเดินไปทางไหนครับ?

พี่ลุพธ์ : จริงๆนะ ถ้าให้พี่พูดมันอาจจะไม่แฟร์ เพราะพี่ไม่ได้ทำงานในประเทศไทย
แต่สิ่งที่เราน่าจะทำไปพร้อมๆกัน และ ก้าวเดินไปด้วยกันได้คือ พี่อยากเห็นการให้ความสำคัญของคนทำงานแผนกเสื้อผ้า
และคนในแผนกเองก็ให้ความสำคัญแก่กันและกัน
เพราะจริงๆแล้วทุกตำแหน่ง ทุกแผนกในงานภาพยนตร์มีความสำคัญเท่ากันหมดครับ

สัมภาษณ์ : ษมาวีร์ พุ่มม่วง, สุชาติ แสงชู
เรียบเรียง : ษมาวีร์ พุ่มม่วง
กราฟฟิกภาพประกอบ: พงศ์เศรษฐ์ ลักษมีพงศ์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *