งานโลเคชั่นหนังต่างประเทศ กับ ต้น ปารวัฐ สุริโย

หายหน้าหายตาไปนาน กับคอนเท็นต์สัมภาษณ์บุคคลากรเบื้องหลังงานกองถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศในไทย .. พี่แอดแอบหนีไปไถนามา 2-3 เดือนค่ะ อิอิ .คราวนี้แอดชวนพี่ต้น ปารวัฐ สุริโย Location Manager ของหนัง “Kate” ที่ออกอากาศทาง Netflix ไปเมื่อเดือนที่แล้ว มาแบ่งปันประสบการณ์การทำงานกับเรา.เช่นเคย พี่แอดติ๊ก วันละภาพ กับ พี่แอดบอล หนังติดมันส์ ชวนกันมาเผือก มาพูดคุย ซักถาม พี่ต้น ปารวัฐ ทั้ง ในแง่การทำงานร่วมกับทีมงานกองถ่ายต่างประเทศ และ การทำงานในมาตรฐานของบริษัท สตรีมมิ่ง แอบกระซิบว่า ตอนท้ายๆ ยังมีแง่มุมน่าสนใจ ที่ฝากไปถึงภาครัฐอีกด้วยนะ 😎

ต้น ปารวัฐ สุริโย : Location Manager

ทำหนังต่างประเทศตั้งแต่ปี 1999 จริงๆเริ่มจากทำงานโมเดลลิ่งก่อน แล้วได้มีโอกาสเจอกับพี่แป๋ว ผู้ช่วยผู้กำกับ ซึ่ง ก่อนหน้านี้ พี่แป๋วทำ Casting Director ด้วย เราก็เลยได้มีโอกาสได้เข้ามาทำงานกับพี่เขา จำได้ว่าเป็นโฆษณา United Airline ก็ทำ Casting บ้าง เป็น Set PA วิ่งๆในแผนกผู้ช่วยผู้กำกับบ้าง

อยู่มาประมาณปี 2005 เพื่อนก็ชวนมาทำงานในแผนกโลเกชั่นหนังฝรั่งเศสเรื่องนึง ชื่อว่า Treasure Island ถ่ายที่เกาะกระดาน กับ กระบี่ ช่วงนั้นก็ไปช่วยเพื่อนทำโลเคชั่น กับ ยูนิต เพราะเราชอบถ่ายรูป แล้วเพื่อนก็เห็นว่าเราชอบถ่ายรูป เลยชวนเราไปทำงาน

พอมาปี 2006 บริษัท Thai Occidental ของ คุณ ชาร์ล มาเปิดในเมืองไทย แล้ว เพื่อนคนเดิมนี่แหละ เขาก็ไปสัมภาษณ์งาน ตำแหน่ง Location Manager เอาไว้ แต่ว่า เขาได้ไปเรียนต่อช่วงนั้นพอดี เขาเลยมาเรียกเราไปทำแทน

ตอนนั้นมันเป็นหนัง HBO ภาคต่อ 3-4 เรื่องติด เราก็ทำทั้งหมดจนจบ เราก็รู้สึกว่า เอ๊ะ ก็น่าจะมาถูกทางสำหรับเราแหละ หลังจากนั้นเราก็เลยรับทำงาน Location Manager มาตลอด

เครดิตผลงานที่ผ่านมา 👍🏼
http://www.imdb.com/name/nm2478829

แอดติ๊ก : มาถีงเรื่อง Kate ที่พี่ทำไทยให้เป็นญี่ปุ่น อยากรู้ว่า บริ๊ฟแรกของผู้กำกับ เขา บริ๊ฟว่ายังไงคะ?

ต้น: จริงๆแล้ว ผู้กำกับเขาไม่ได้บริ๊ฟนะ คนที่บริ๊ฟ จริงๆแล้วคือ คุณ ดอม (Dominic Watkins)โปรดักชั่น ดีไซน์ (Production Designer) มาตอนแรกเนื้อเรื่องมันก็จะเป็นความลับเหมือนเวลาเราทำหนังต่างประเทศปกติ เขาจะบอกเรามาว่า เขาอยากได้โลเคชั่น ประมาณนี้ ให้เราไปสะเก๊า (scout) โลประมาณนี้ โดยเขาจะส่งแค่ เรฟเฟอเร้นซ์ (reference) มาก่อน เขาจะยังไม่บอกว่าเนื้อเรื่องมันเป็นยังไง เราก็ไปหาโล ถ่ายรูปส่งไปๆๆๆๆ

จนเขารู้สึกว่า โอเค เขาได้สิ่งที่ต้องการละ เขาก็ส่งโปรดักชั่นดีไซน์เนอร์ มาดูโลกับเราครั้งแรก

เขาก็จะมาถ่ายรูป มุมที่เขาต้องการ แล้วเอาไปพรีเซ็นต์ผู้กำกับ ผู้กำกับถึงจะบินมาเมืองไทย เพื่อที่จะคอนเฟิร์มว่า โอเคนะ ฉันจะถ่ายที่โลนี้ โลนี้ ซึ่งขั้นตอนที่เล่ามานี้ ก็จะกินระยะเวลาประมาณ 3-6 เดือน

ที่ที่เขาชอบตั้งแต่แรกคือ Exchange Tower ที่เป็นฉากเปิดเรื่อง คือเป็น สี่แยกใหญ่ที่ทำเป็น ชิบูย่า แล้วก็ เพ้นท์เฮ้าส์ ที่ เกสร พลาซ่า ที่เป็น อพาร์ทเม้น ของเรนจิ และก็มีร้านอาหาร ที่โรงแรมอาร์วานี่ ซึ่งก็แทบจะเป็นโลเคชั่นหลักของเรื่อง

ติ๊ก: มันเป็นโลเคชั่นใจกลางเหมืองหมดเลยเนอะ ในความรู้สึกเรากองหนังนอกมันเป็นหน่วยใหญ่ คือ มันเป็นอะไรที่ตรงกันข้ามกับ กองโจร ที่จะมาทำตัวเป็นกองเล็ก กองน้อยในวันถ่ายได้ มีมีมุมมองต่อตรงนี้ยังไงคะ?

พี่ต้น: ถามว่าตอนหาโล เราคิดถึงยูนิตไหม? พี่ไม่ได้คิดถึงยูนิตเลยนะ (หัวเราะ)

คือ พี่คิดว่าเราก็ต้องทำงานตามโจทย์ของวิชช่วล (Visual) ที่ผู้กำกับให้มาก่อน ส่วนงานยูนิต เดี๋ยวยังไงมันก็ต้องเกิดขึ้นได้ มันต้อง happen จนได้ ถ้าเราต้องขายโลเคชั่นที่นี่

แอดติ๊ก: เดี๋ยวอธิบายให้ชาวเพจเราฟังก่อนว่า งานโลเคชั่นมันจะประกอบไปด้วย ส่วนสำคัญๆ สองส่วน คือ งานหาสาถานที่สำหรับถ่ายทำ กับงานจัดการงานกองถ่าย ซึ่งเป็นงานยูนิต

ดังนั้น งานในแผนกโลเคชั่น ก็จะมี 2 คนที่สำคัญๆ คือมี โลเคชั่นเมเนเจอร์ (Location Manager) และ ยูนิตเมเนเจอร์ (Unit Manager) อยู่ด้วยกัน ซึ่งงานยูนิตก็จะได้แต่ การจัดเตรียม ที่กินข้าว ที่จอดรถ ที่แต่งหน้า ทำผม โฮลนักแสดง และ นักแสดงประกอบ เต็นท์ โต๊ะ น้ำ-ไฟ เป็นต้น

พี่ต้น: ซึ่ง point ของติ๊ก คือ ติ๊กจะบอกว่า มันมีรถเกือบร้อยคัน กับคนอีก 300-400 คน เราจะบริหารจัดการกันยังไง ใช่ไหม?

แอดติ๊ก: ใช่ๆ คือ การจัดการมันดูไม่ธรรมดา

พี่ต้น: ใช่มันยาก แต่พอเราทำบ่อยๆเราจะเห็นภาพ ว่า ยังไงมันจะต้องเกิดขึ้นจนได้

แอดบอล แล้วทำไมเขาถึงไม่ไปถ่ายที่โตเกียวล่ะครับ ทำไมเขาต้องมาถ่ายเมืองไทยล่ะครับ?

พี่ต้น: เขาไม่มีเงินไปถ่ายโตเกียวครับ เท่าที่คุยกับโปรดักชั่นดีไซเนอร์ การทำงานในโตเกียวมันยากมาก ขออะไรไม่ค่อยได้ ขอสถานที่ถ่ายก็ยาก

สมมติว่า คุณจะไปปิดถนนบนโตเกียวเพื่อถ่ายหนัง มันก็เป็นไปได้ยากแล้ว แล้วค่าใช้จ่ายจะเป็นเท่าไหร่? สาเหตุหลักๆที่สำคัญข้อหนึ่ง ที่เลือกมาถ่ายในไทย จริงๆมันก็คือเรื่องงบประมาณ (Budget) ของหนังแหละ อย่างที่เราเห็นในเบื้องหลังมีบางส่วนเขาไปถ่ายทำในโตเกียวนั่นเขาไปแบบกองโจรเลยนะ เท่าที่คุยกับเขา

แอดติ๊ก: ใช่ๆ เราคุยกับทีมเราที่ไปต่อที่โตเกียว เขาเล่าว่าไปเหมือนทัวร์เลย คือซื้อทัวร์ เหมารถบัสกันไป ไปถึงก็ไปจอด แล้วก็ลงไปถ่าย เหมือนกองโจรเลย ไม่ได้มีชีวิต ที่ตั้งกอง full scale เหมือนตอนอยู่ที่ไทย คืออะไรที่ทำในไทยได้ ที่โตเกียวทำไม่ได้

แอดติ๊ก: คุยกันมาถึงเรื่องนี้ ติ๊กเลยมีคำถาม ว่า เวลากองถ่ายไปทำงานในประเทศ หรือเมืองๆหนึ่ง ทีมงานก็ต้องมีการประสานงานกับหน่วยงานท้องที่ของเมืองๆนั้นถูกไหมพี่

ที่พี่เล่าว่า บางสิ่งบางอย่างที่โตเกียวทำไม่ได้ แต่ที่ไทยทำได้ แปลว่า ในประเทศเรา หน่วยงานท้องที่ หรือ ภาครัฐ ก็ค่อนข้างจะให้ความร่วมมือกับกองถ่ายพอสมควร?

พี่ต้น: หน่วยงานท้องถิ่นบ้านเราส่วนใหญ่ ก็ให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือดีนะ

แต่ก็จะมีบ้าง เรื่องของ “ความเข้าใจ” ที่ต้องปรับให้ตรงกัน
ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่า นโยบายในการบริหารงานในช่วงเวลานั้นๆ เขาเป็นแบบไหน?
ใครคือผู้บริหารในเวลานั้น? และ คนเหล่านั้น เขาให้น้ำหนัก และมีทัศนคติ ต่องานการถ่ายทำภาพยนตร์มากน้อยอย่างไร?
ภาพยนตร์จะสร้างผลกระทบต่อหน่วยงาน และ ภาพลักษณ์ของเขาหรือไม่? อย่างไร? ทำนองนี้

แอดติ๊ก: ในฐานะของ Location Manager หน่วยงานที่พี่ต้องประสานมากที่สุดในงานถ่ายทำคือใครล่ะพี่?

พี่ต้น: ถ้าหน้างาน ที่เป็นงานหลักของเราจริงๆ ส่วนมากก็ต้องประสานงานกับ สำนักงานเขต แล้วก็ หน่วยงานจราจร
ในส่วนอื่นที่เป็นภาพใหญ่ เช่นเรื่อง การขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทย เรื่อง Film Permit ต่างๆ ทางโปรดักชั่นจะเป็นคนจัดการ

แอดบอล เห็นจากเครดิตงานพี่ คือ Kate นี่ทำไทยเป็นญี่ปุ่น, Sergio นี่ทำไทยเป็น อินโดนีเซีย ส่วน The Lady นั่นทำไทยให้เป็นพม่า

พี่ต้น: ครับ ของ Sergio ไม่ยากมากนะ แค่หาโลตาม Reference ที่เขาให้มา จากนั้นเป็นหน้าที่ของ Production Designer เติมความเป็นอินโดนีเซียไปเช่น ป้ายและร้านค้า

ส่วน The lady ก็หาย่านเมืองเก่าที่เป็น Look อังกฤษเอเชีย แล้ว Production Designer ก็เติมความเป็นพม่าลงไป ในส่วนของเซ็ทและเสื้อผ้านักแสดงร่วม

คือเราจะทำงานร่วมกันกับ PD มากที่สุด เพื่อให้ Art direction ตรงตามโจทย์ เพราะ Production Designer เขาดูทุกอย่างที่เป็น Art Direction ของหนังนะ ทั้ง สถานที่ ฉาก props เสื้อผ้า
Location จะเป็นสิ่งแรกที่เขาเลือก ว่าจะถ่ายที่ไหนก่อน แล้วเรื่องอื่นจะตามมา

แอดบอล: เวลาหาโลเคชั่นเหล่านี้ พี่ต้องคำนึงถึงอะไรบ้างครับ?

พี่ต้น: คิดเยอะนะ ที่พี่มักต้องทำคือการเข้าไปคุยกับชาวบ้าน คือ เมื่อเจอสถานที่ที่น่าสนใจ พี่ก็จะเข้าไปคัยกับชาวบ้านแถวนั้นก่อน เพื่อหาข้อมูล เพื่อที่จะรู้ว่า มันมีความเป็นไปได้ไหม ที่เราจะถ่ายทำตรงนี้ ถ้าชาวบ้านเขาคุยแล้ว รู้สึกว่าสนุกไปกับเรา มันก็มีความเป็นไปได้ แต่ถ้าชาวบ้านมากกว่า 20-30% ในพื้นที่นั้นเขาคุยแล้วเหมือนเขาปิด ไม่สนุกร่วมกับเราตอนที่เรามาถ่ายเนี่ย พี่ก็จะไม่ขายโลนั้นเลยนะ

แอดบอล ยกตัวอย่างสักที่ได้ไหมฮะ เอาที่ตราตรึง

พี่ต้น : ยกตัวอย่างเช่น เยาวราช เป็นโลเคชั่นที่สวยมาก แต่ก็ยังมี บางจุด บางบริเวณ หรือ บางมุม ที่เราก็ไม่ควรจะขาย เพราะคนที่ขายของ หรืออาศัยบริเวณนั้น
ส่วนใหญ่เขาไม่ได้อยากให้ความร่วมมือ เราก็ต้องเข้าใจ เพราะ เป็นย่านธุรกิจเนอะ และเขาเสียผลประโยชน์ทางธุรกิจของเขา ถ้าเราเข้ามาถ่ายทำ คือ อาจมาบังหน้าร้าน และวางอุปกรณ์เกะกะ หรือ เข้ามารบกวน อะไรแบบนี้ครับ

พี่ต้น: อย่างในเรื่อง Kate เนี่ย มันเป็นงานที่ถ่ายคิวไนท์ (night) ทั้งเรื่อง เพราะเรื่องราวในหนังมันเกิดขึ้นตอนกลางคืนทั้งหมด มันต้องมียิงกัน มีเสียงปืน

เสียงปืนของเราดังมาก และเราถ่ายกลางเมือง มันมีคอนโดใกล้ๆ มีที่พักอาศัยในบริเวณรัศมีรอบๆโลเคชั่น

เรื่องนี้แหละครับ ที่ผมมักต้องคิดถึง เวลาหาโลฯ ค่อนข้างคิดถึงเรื่องนี้มากครับ

เรื่อง Kate นี่มีอุปสรรคเกี่ยวกับเรื่องการใช้เสียงมาก สำหรับคนหาโลเกชั่น

แอดติ๊ก: อย่างในกรุงเทพนี่เขามีการแบ่งโซนด้วยใช่ไหมพี่ ว่าโซนไหน เราจะทำเสียงดังตอนกลางคืนได้ หรือไม่ได้ แต่เราก็ไปถ่ายคิวบู๊กันที่ตึกเพ้นท์เฮ้าส์ บนเกสรพลาซ่า 5555

พี่ต้น ใช่ แต่อันนั้นมันไม่ดังมากไง เป็นคิวต้อสู้ที่ไม่ค่อยมียิงกัน และก็มีกระจกล้อมรอบ และอยู่สูงมากอีกด้วย แต่ ถ้าเราจำเป็น ที่จะต้องใช้โลเกชั่นนี้จริงๆ เราจะไปเดินดูพื้นที่ และชาวบ้านรอบๆ อย่างเช่น ตรงนี้มีคนแก่อาศัยอยู่ไหม? มีผู้ป่วยติดเตียงไหม ถ้ามี เราเจรจาขอย้ายเขาไปนอนโรงแรมสักคืนหนึ่งได้ไหม? อะไรแบบนี้เป็นต้นครับ ก็มีบ้าง

แอดบอล: แล้วเรื่องค่าใช้จ่ายตรงนี้ใครเป็นคนดูแลครับ

พี่ต้น: ทางกองถ่ายจะซัพพอร์ททุกอย่างให้ครับ

แอดบอล ในงานโปรดักชั่นต่างประเทศ เขาก็จะมีงบซัพพอร์ทตรงนี้ให้เราใช้จ่ายด้วยใช่ไหมครับ

พี่ต้น ส่วนใหญ่ที่เจอ เขาจะไม่ได้มี mindset ที่คิดถึงค่าใช้จ่ายเป็นอันดับแรกนะครับ เขาจะคิดถึงภาพที่จะออกมาของหนังก่อนเป็นอันดับแรก

แอดติ๊ก คนทั่วๆไป มักจะคิดว่า หนังนอกนี่มีเงิน มีงบ มีตังค์จ่ายค่าโลเคชั่นไม่อั้น อันนี้มันจริงเท็จแค่ไหนเหรอพี่?

พี่ต้น มันก็มีบางอันที่จ่ายได้ และ บางอันที่จ่ายไม่ได้นะครับ บางสิ่งบางอย่างที่เขาจ่ายแล้วคุ้มกับสิ่งที่ต้องการเขาก็จ่าย แต่บางอย่างที่มันไม่สมเหตุสมผล มันก็ไม่สามารถจะจ่ายได้จริงๆครับ แต่ถามว่าเขามีงบประมาณเยอะกว่า หนังโลคอลในบ้านเราไหม? ผมก็เชื่อว่าเขามีมากกว่า

แอดบอล ในฐานะที่ทำโลเคชั่นมาเป็นสิบปี การทำงานกับกองถ่ายต่างประเทศ มีแง่มุมไหนที่พี่คิดว่าน่าสนใจสำหรับพี่บ้างครับ

พี่ต้น: สิ่งที่พี่ได้คือ การจัดการที่ดีของเขา คือ อย่างที่เล่าตั้งแต่แรกว่าพี่เริ่มงานในแผนกผู้ช่วยผู้กำกับ โดยการเป็น Set PA ซึ่งแผนกนี้นะ พี่จะบอกว่า ถ้าคนที่อยากเรียนรู้ ในแง่ “ระบบ” ของงานของกองถ่ายต่างประเทศ แผนกนี้เป็นแผนกเริ่มต้นที่ดีมากนะ เพราะคุณจะได้เห็นกระบวนการ และได้เรียนรู้ปัญหาที่หน้างานของทุกๆแผนก ตลอดจนได้เรียนรู้ว่า ปัญหาเหล่านี้ จะต้องถูกจัดการ และ ถูกแก้ได้อย่างไร จาก Head ของ AD Department น่ะครับ

มาถึงจุดนี้ พี่คิดว่าพี่เป็นคนที่แก้ไข และ จัดการกับปัญหาได้ดีระดับนึง ก็ต้องขอบคุณ และ ยกเครดิตให้ทาง AD Department ที่ช่วยหล่อหลอมพี่มาครับ

แอดติ๊ก: เออ นึกขึ้นได้ถึงโลเคชั่นของโรงแรม Rosewood ตรงเพลินจิต ที่เป็นฉากบาร์เหล้าที่ Kate ไปเจอผู้ชายคนแรกที่นั่งดื่มกัน เราไปออกกองวันนั้นเรานึกในใจว่าพี่สามารถขอที่นี่ถ่ายได้ไง คือ โรงแรมมันหรูมาก ใหม่มาก แล้วตอนนั้นมีประชุม Apec ด้วย เราจำได้ว่า เราเดินเข้ากอง เราต้องถูกตรวจแสกนวัตถุระเบิดก่อน

พี่ต้น: อ๋อ อันนั้นเป็นความโชคดีมากครับ เพราะโรงแรมของเขาใหม่มาก และ ยังต้องการโปรโมท ประกอบกับคิวนั้น มีนักแสดงหลักของเรื่อง คือ คุณ Woody Harrelson ซึ่งค่อนข้างจะดัง และ เป็นที่รู้จัก ทางโรงแรมก็เลยอนุญาตให้ถ่ายทำได้ แต่ก็มีเงื่อนไขต่างๆมากมายที่เราต้องทำตามนะ เช่น การจำกัดจำนวนคน, การต้องส่งรายชื่อทีมงานที่จะเข้าทำงานในพื้นที่ทั้งหมด, มีการกำหนดมาตรการความปลอดภัย เป็นต้น ซึ่ง เราก็สามารถจะจัดการกับตรงนี้ได้

แอดติ๊ก: เนอะ เราก็ฝ่าด่านกันเข้าไปได้ จริงๆ พลังดารา ก็ถือว่ามีผลกับการขอโลเคชั่นถ่ายทำด้วยใช่ไหมพี่

พี่ต้น: มีผลนะ สำหรับพี่ถือว่ามีผลมากเลยล่ะ แต่ทางโลเคชั่นเขาก็ได้ประโยชน์นะ เพราะเขาจะได้สิ่งที่เป็นการ PR หลังจากนั้น

แอดบอล แล้วมีบ้างไหมพี่ ที่บางทีเราได้รับบริฟมาจากทางโปรดักชั่นดีไซน์เนอร์ แล้วเราคิดต่าง

พี่ต้น มันก็มีเหมือนกันนะ ที่บางครั้งเราไม่สามารถจะหาโลเคชั่นได้ตรงตามที่เขาอยากได้เลย เราก็เสนออย่างอื่นไป แต่มันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ แม้โปรดักชั่นดีไซเนอร์จะเห็นด้วย เขายังต้องเอาไอเดียนั้นไปเสนอขายผู้กำกับ และ เสนอขายคนเขียนบทก่อน และ คนเขียนบทอาจจะต้อง rewrite เปลี่ยนเนื้อหาในบท ขั้นตอนตรงนี้ยุ่งยากพอสมควร แต่ บางครั้งก็เป็นความภูมิใจ ถ้าเขาเห็นคล้อยตามเราและยอมเปลี่ยน

แอดบอล งั้นแสดงว่า บางครั้ง ทีมเขียนบทเอง ก็มีการรับ input จากเราด้วยเหมือนกัน

พี่ต้น: ใช่ครับ

ก่อนหน้านี้ ติ๊กกับบอล เรามีการคุยกันถึงเรื่องไบเบิ้ล Bible ของ ค่ายหนังสตรีมมิ่ง ที่เข้ามามีส่วนกําหนดทิศทางการทํางานของพวกเรา ก็ได้ยินมาว่า ส่วนใหญ่ไบเบิ้ลที่ว่า นี้จะครอบคลุมเรื่องของบท และ เนื้อหาของคอนเทนต์ (content)

เลยอยากถามพี่ด้วย ว่า แล้วสําหรับคนทำงานเบื้องหลัง อย่าง งานโลเคชั่น ตัวไบเบิ้ลของเขา เข้ามามีบทบาทด้วยไหม ?
.

พี่ต้น: ก็มีบ้างนะ ไม่รู้จะเรียกว่าเป็นไบเบิ้ลหรือเปล่า แต่ก่อนเริ่มงานเขาจะมีเหมือนข้อสอบมาให้เราทําเลยแหละ ให้เราเข้าไปนั่งทําก่อนน่ะครับ

แอดติ๊ก: น่าสนใจ อันนี้รบกวนพี่เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ? คือ พี่หมายถึง การที่เขาจะมีข้อสอบมาให้เรานั่งทํา เกี่ยวกับมาตรฐานการทํางาน เหมือนการสอบใบขับขี่ อะไรแบบนี้เหรอคะ?
.

พี่ต้น: ใช่ ก็จะเป็นข้อคําถามประมาณ 20 ข้อ เป็นแนวจิตวิทยาแหละ เช็คทัศนคติเรา เจอสถานการณ์นี้เราจะทํายังไง ถ้าเราตอบผิดปุ๊บ เขาก็จะคุยกับเราว่า แบบนี้ไม่สมควรนะ บลาๆๆ ยูควรต้องทําแบบนี้ๆๆๆ แต่ ในบริบทของเราน่ะ เราก็สามารถพูดคุย ถกเถียง และ อธิบายกลับไปให้เขาฟังได้ ว่า เราควรต้องทําอย่างนี้ เพราะอะไร?

ด้วยความที่เขาเป็นอเมริกันจ๋า ระบบวิธีคิดของเขาค่อนข้างจะเป๊ะ ซึ่งในบางเรื่อง ทํางานในเมืองไทย กับทํางานในอเมริกา มันอาจต้องใช้วิธีที่ต่างกัน
.

แอดบอล: หืม… คือ พูดง่ายๆ มันเหมือนเป็นระเบียบที่เขา set มา เพื่อให้คนที่ทํางานกับเขา ทั่วโลก มีมาตรฐานแบบเดียวกัน เป๊ะๆ เลยแบบนี้เหรอครับ?
.

พี่ต้น: ใช่ครับ แต่ ข้อไหนที่เราคิดว่า มันไม่ถูกต้องสําหรับการทํางานในเมืองไทย เราก็บอกเขาไปได้ ให้ input เขาได้ ผมก็มีคุยกับเขานอกรอบเหมือนกัน มีการประชุม Zoom กัน แบบที่เราคุยกันอยู่เนี่ย ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็ไม่ใช่แค่บริษัทเดียวที่เป็นแบบนี้ หลายๆบริษัทที่เข้ามาถ่ายทําในเมืองไทยก็มีแบบนี้เหมือนกัน 

แอดบอล: เออผมก็ได้ยินเรื่องการมีไบเบิ้ลของคอนเท็นต์ แต่ไม่เคยรู้เลยว่ามันมีการทําข้อสอบสัมภาษณ์งานแบบนี้ด้วย
.

พี่ต้น: ที่ผมทราบมาคือ คนที่เป็นหัวหน้าแผนก จะต้องทําสิ่งนี้กัน รวมถึง Key Crew บางคนด้วยครับ ผมไม่ทราบว่าแผนกอื่นเป็นยังไงนะ แต่แผนกผม มีผม และ Location Coordinator ที่ต้องผ่านการวัดผลนี้
.

แอดบอล: แล้วถ้าเป็นหนังจากที่อื่น อย่างหนังฝรั่งเศส หนังจีน อะไรต้องมีการทําข้อสอบแบบนี้ไหมครับ ?
.
พี่ต้น: เมื่อก่อนไม่มีนะครับ มาเจอตอน Sergio นี่แหละครับเป็นเรื่องแรก เพราะนั่นถือเป็นเรื่องๆแรกๆที่เข้ามาถ่ายทําในไทยเลยนะ แล้วหลังจากนั้นก็เหมือนว่า เขาจะมีฐานข้อมูลแล้ว การทํางานในไทยของเขาก็จะง่ายขึ้นสําหรับเขา
.
แอดบอล: งั้นจะบอกว่าเป็นการสอบก็ไม่เชิงนะ มันก็เหมือนเป็นการรีเสริ์ชด้วยประมาณนึง

แอดติ๊ก: นั่นสิ กําลังจะพูดเลย เหมือนเรากลายเป็นส่วนหนึ่งในงานทดลอง และเก็บฐานข้อมูลของเขาเหมือนกันเนอะ (หัวเราะ) แล้วนอกจากเราไปให้ input เขาแล้ว เขามีอะไรมา feed เราบ้างไหมพี่?
.
แอดบอล: ผมยากถามฮะ ว่า มีอะไรที่เราได้เรียนรู้จากทางเขา แล้วคิดว่ามันจะดีต่องานเราในอนาคต นอกจากที่เราเคยทําๆกันอยู่ไหมพี่?
.
พี่ต้น: สิ่งที่ผมชอบของเขา คือ เรื่องความเสมอภาค เขาค่อนข้างแฟร์กับคนทํางาน Kate เขาจะมีการประชุมเรื่องเกี่ยวกับ การ “Harassment” เน้นเรื่องการปฏิบัติตัวต่อทีมงานด้วยกัน และ เรื่องของ “Safety” ซึ่ง มีมาเป็นวาระ เป็นระเบียบการณ์ที่ชัดเจน มาบอกกับเราเลย เช่น วิธีพูดจากับเพื่อนร่วมงาน, ห้ามดูถูกเพศ, ดูถูกเชื้อชาติ เป็นต้น ซึ่งผมก็ชอบตรงนี้มาก

ก็คุยกันมาพอสมควร ขอถามกันคนละคําถาม สุดท้ายละกัน

แอดบอล: ในส่วนของเทคโนโลยี “Virtual Production” ที่กําลังจะเข้ามามีบทบาทในงานโปรดักชั่น พี่ในฐานะของคนหาโลเกชั่น พี่มีความกังวลต่อเรื่องนี้อย่างไรครับ?

พี่ต้น: ผมไม่กังวลนะครับ เพราะ ถึงจะมี “Virtual Production” แล้ว การทํางานก็ยังต้องอาศัยคนทําโลเคชั่นอยู่ดี ทั้งการออกไปหาภาพของสถานที่จริงที่จะเอามาเป็นองค์ประกอบของภาพใน Virtual รวมไปถึงการออกไปถ่ายทํา element ต่างๆที่ต้องเอามาประกอบกัน

แม้กระทั้งก่ายถ่ายทําในสตูดิโอ ก็ยังต้องมีงานในส่วนของคนดูแลสถานที่ และ งานยูนิต ต้องทํา ซึ่งเผลอๆ อาจทํางานสบายกว่าการออกไปถ่ายที่โลเคชั่นจริงด้วยซ้ำ 

แอดติ๊ก: งั้นสุดท้ายอยากฝากอะไรถึงภาครัฐเราบ้างคะ?

พี่ต้น: อย่างบ้านเราตอนนี้ ยังมีสตูดิโอใหญ่ๆ ที่ฟังก์ชั่นครบครันอยู่น้อย มีแค่ไม่กี่ที่ บางงานพี่ก็ต้องไปหาโกดังเก่า ที่มีผนัง-หลังคาเก็บเสียง มาใช้งานแทน ซึ่งก็เป็นเนื้องานที่ค่อนข้างหนักอยู่พอสมควร

ในอนาคตงานถ่ายในสตูดิโอน่าจะเยอะขึ้น ขณะที่สตูดิโอบ้านเราเริ่มจะเต็ม ไม่พอใช้ ขณะเดียวกัน งานถ่ายโลเคชั่นของประเทศไทยก็ยังเด่นเป็นตัวชูโรงอยู่เหมือนเดิม

ยกตัวอย่างในเอมริกา โลเกชั่นถ่ายทํา เขาจะมีเรทราคากลางมาจากหน่วยงานรัฐบาลเลย พี่ว่ามันก็สะดวก บ้านเราอาจจะต้องเริ่มหันมามอง หันมาศึกษาเรื่องพวกนี้

พี่ต้น: นอกจากนี้ ผมอยากให้ภาครัฐฯ ช่วยประสานและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกับชาวบ้านด้วยครับ ไม่ให้คนมองกองถ่ายในแง่ลบ หรือมองว่าเรามาสร้างความเดือดร้อน… ตรงนี้จะช่วยเราได้อีกมากเลยครับ

สัมภาษณ์ และ เรียบเรียง : ษมาวีร์ พุ่มม่วง, สุชาติ แสงชู
กราฟฟิกปก: พงศ์เศรษฐ์ ลักษมีพงศ์
ภาพประกอบบทความ : ปารวัฐ สุริโย 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *